T

[Fiction-CA] Honeymoon หวานกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

Title : หวานกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

Author : Blue Powder

Pairing : Stucky

Rate : หวานมาก

Summary : สตีฟและบัคกี้มาฮันนีมูนกันที่พัทยา มาดูกันว่าจะหวาน หรือจะฮาขนาดไหน >w<

เม้าท์มอย : ฟิคเรื่องนี้มีส่วนผสมของภาพยนต์และคอมมิคปนๆ กันไป อาจจะงงชื่อตัวละครในคอมมิคที่เข้ามาเพิ่มได้ แต่ไม่ต้องสนใจมากก็ได้ เพราะไม่ใช่ตัวละครสำคัญ (มั้ง)

คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการ แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

------------------------------------------------------------------------

 

 

            

           

            ภายในห้องพักของสตีฟในวาคานด้า ร่างสูงกำยำที่มีใบหน้าของชายอายุวัย 90 อัพ แต่หน้าตาก็ยังหล่อดูดี กำลังจัดเสื้อผ้าที่เตรียมมาลงในกระเป๋าเดินทาง เพราะได้แซมและนาตาชาช่วยเลือกมาให้เยอะมากจนต้องให้บัคกี้เลือกอีกทีว่าชอบตัวไหน และขนาดที่พอดีตัว ชายสูงวัยเช็คสัมภาระในหัวว่าลืมอะไรหรือเปล่า

            ส่วนบัคกี้กำลังนอนเปลือยท่อนบน ใส่เพียงบ๊อกเซอร์ของสตีฟตัวเดียว ดวงตาคมเหลือบมองบั้นท้ายงอนหลายครั้ง แต่คนถูกลวนลามทางสายตาหาได้สนใจไม่ เพราะส่งที่เขาสนใจคือสิ่งที่วางตรงหน้า

            “เซบาสเตียน อีแวนส์ คริส อีแวนส์” เสียงทุ้มหวานอ่านชื่อที่อยู่บนบัตรประชาชน และหนังสือเดินทางอยู่บนเตียงนุ่ม ร่างสูงโปร่งนอนคล่ำหน้าใช้หมอนรองหน้าอกไว้ มีหนังสือเดินทาง บัตรต่างๆ วางอยู่บนที่นอน เขากำลังอ่านประวัติตัวเองในบัตรปลอมๆ ทั้งหลาย ที่นาตาชาทำให้สตีฟใช้ระหว่างเดินทาง

            “ทำไมนามสกุลเราถึงเหมือนกัน” บัคกี้เงยหน้าขึ้นมาถามอย่างสงสัย

            “เขาจะได้รู้ไงว่าเราสองคนเป็นคนรักกัน” สตีฟเอ่ยระหว่างรูดซิประเป๋าเดินทางใบขนาดกลาง

            “ฉันว่าเขาจะมองเป็นพ่อลูกกันมากกว่านะ” บัคกี้พูดแล้วยิ้มขำ สตีฟเดินมานั่งลงข้างร่างที่นอนอยู่ ดวงตาคมมองบั้นท้ายใต้เนื้อผ้าบางมาจนถึงแผ่นหลังแต้มรอยสีกุหลาบที่สตีฟทำไว้มากมาย มือหนาจับไหล่ซ้ายชีวะจักรกลพลิกให้บัคกี้นอนหงาย ดวงตาสีเทามองมาอย่างสงสัย

            “ไปแต่ตัวได้แล้ว เดี๋ยวขึ้นเครื่องไม่ทัน”

            “จ้าๆ คุณสามี~” บัคกี้พูดไปหัวเราะไป ลงจากเตียงนุ่มเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่สตีฟเตรียมไว้ให้มาใส่ แอบขมวดคิ้วกับกางเกงยีนส์ขาเดฟสีดำ กับรองเท้าบูทหนังเลยข้อเท้าขึ้นมานิดหน่อย

            “นาตาชาเขาเตรียมให้น่ะ” สตีฟตอบราวกับอ่านใจบัคกี้ได้

            “ก็ยังเอามาอีกนะ” บัคกี้บ่นแต่ก็ยังใส่ รอไมถึง 5 นาที บัคกี้ก็อยู่ในสภาพพร้อมออกเดินทาง

            “ไปกันได้รึยัง” บัคกี้หันกลับมาหา เห็นสตีฟมองเขาอยู่ คาดว่าจะมองตั้งแต่เริ่มใส่เสื้อผ้าด้วยสายตาไม่น่าไว้วางใจ ดวงตาสีฟ้าคมเหลือบจากบั้นท้ายขึ้นมามองหน้าคนถามแล้วลุกขึ้นจากเตียง

            “โอเค ไปกัน” สตีฟลุกขึ้นจากเตียงหยิบเป้สีน้ำเงินขึ้นมาสะพาย เดินไปลากกระเป๋าเดินทาง ส่วนบัคกี้สะพายเป้ใบเล็กที่มีของใช้ส่วนตัว

            “แน่ใจเหรือว่าเราจะเดินทางแบบธรรมดาๆ” บัคกี้อดถามไม่ได้

            “แน่ใจสิ ทำแบบนั้นจะได้ไม่เป็นจุดสนใจไง” สตีฟตอบขณะดึงแว่นดำขึ้นมาสวม แว่นตากันแดดรับกับใบหน้าหล่อเหลา ส่วนบัคกี้ตอนนี้ใบหน้าเปลี่ยนจากเดิมนิดหน่อย เพราะอุปกรณ์ปลอมแปลงใบหน้าที่นาตาชาให้ยืมมา พอสวมหมวกแก๊ปสีดำทำให้ดูไม่ออกว่าเป็นวินเธอร์โซวเยอร์

            “สวัสดีครับ ผมให้คนเตรียมเฮอร์ริคอปเตอร์ไปส่งที่สนามบินแล้ว” ทีซาล่าที่ยืนรออยู่ตรงทางเดินเอ่ยกับแขกของเขา พร้อมมองสำรวจสตีฟและบัคกี้ในชุดธรรมดาเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป

            “ขอบคุณมากครับ รบกวนคุณตลอดเลย” สตีฟกล่าวขอบคุณอย่างเกรงใจ

            “อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ผมยินดีช่วยอยู่แล้ว” ทีซาล่าเดินนำพาสตีฟกับบัคกี้เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าตึก เฮอร์ริคอปเตอร์ติดเครื่องรออยู่ คนของทีซาล่าช่วยยกสำภาระขึ้นเครื่องให้ระหว่างสตีฟล่ำลากับกษัตริย์แห่งวาคานด้า

 

 

            ใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มๆ สตีฟและบัคกี้ก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิประเทศไทย ใบหน้ากรัมบี้แคทอัพเกรทเป็นกรัมบี้แรคคูนขี้หงุดหงิดไปโดยปริยาย จากการเดินทางที่แสนยาวนานนี้ สตีฟยิ้มแห้งๆ ให้กับเด็กน้อยของเขา มือหนาคว้ากระเป๋าเดินทางที่แล่นมาตามสายพาน และทั้งสองก็เดินทางออกมาด้านนอกเพื่อหาแท็กที่สักคัน

            กรี๊ดดดดดดดดด

            กรี๊ดดด อร๊ายยยยย กรี๊ดดดดดด

            เสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆ ที่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่พร้อมป้ายไฟ บ้ายที่มีรูปหน้าของผู้ชายต่างๆ เรียกความสนใจแก่สตีฟและบัคกี้ไม่น้อย หนุ่มใหญ่หันไปถามเจ้าหน้าที่ในสนามบินเพื่อคลายความสงสัย

            “พวกเขาทำอะไรกันอยู่เหรอครับ”

            “อ้อ พวกเด็กวัยรุ่นมายืนต้อนรับนักร้องเกาหลีน่ะ พวกคุณไม่ต้องสนใจหรอก” พนักงานเก็บรถเข็นกระเป๋าตอบ ราวกับมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

            “ไปกันเถอะ” บัคกี้เดินนำหน้าออกไปอย่างเซ็งๆ สตีฟรีบเดินตามทันที เมื่อมาถึงด้านนอก พวกเขามองหาแท็กซี่ไม่นานก็เข้ามาจอดเทียบท่า

            “แว อา ยู โก้” คนขับแท็กซี่ถาม บัคกี้เบิกตากับภาษาของคนขับ สตีฟยิ้มแหยๆ

            “I am going to Pattaya” สตีฟตอบ

            “โนๆ ไอ จะไปส่งรถ แก๊สไม่พอ” ว่าจบคนขับก็ขับรถออกไป สตีฟหันไปมองหน้าบัคกี้งงๆ แต่คนตัวเล็กกรอกตาอย่างหงุดหงิดกว่าเดิม แต่ไม่ทันไรแท็กซี่คันใหม่ก็เข้ามาจอดอีก

            “แว อา ยู โก๋” คนขับถาม

            “Pattaya” สตีฟตอบ

            “ขึ้นมาเลย ขึ้นมา เหมาๆ 5 พัน” สตีฟทำหน้างงๆ เพราะฟังไม่ออก แต่บัคกี้เปิดประตูหลังสำหรับผู้โดยสารเข้าไปนั่ง สตีฟรีบตามไปเพราะรู้ว่าบัคกี้ฟังออกเพราะพูดได้ตั้ง 30 ภาษา

            ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงรถแท็กซี่ก็แล่นมาถึง เมื่อรถยนต์จอดสนิท สตีฟกำลังจะหยิบเงินส่งให้ก็เกิดเสียงฟาดบางอย่าง ใบหน้าชายอายุ 90 อัพ เงยขึ้นทันที และคนขับรถสลบไปแล้ว ซึ่งบัคกี้ซัดท้ายทอยให้สลบไป

            “บัคกี้ นายทำอะไร” สตีฟถามอย่างตกใจ

            “ก็หมอนี่มันโกงค่าโดยสาร” คนทำตอบหน้าตาเฉย

            “แต่นายก็ไม่ควรทำร้ายเขานะ จะตายหรือเปล่านี่” สตีฟมองคนขับที่สลบไปแล้วอย่างเป็นห่วง แต่บัคกี้เปิดประตูรถลงไปอย่างหน้าตาเฉย

            “ไม่ตายหรอกไม่ได้ใช้มือซ้ายสักหน่อย แค่สลบสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วจะลงหรือไม่ลง” ชายหนุ่มชะโงกหน้าลงมาถาม สตีฟถอนหายใจแล้วลงจากรถ เพราะไม่อยากขัดใจเมีย? ไม่ลืมจะเอากระเป๋าเดินทางมาด้วย

            “แล้วที่พักอยู่ไหน” บัคกี้ถาม สตีฟยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา อ่านแผนที่จากกูเกิลแมพ เขาได้จองบ้านพักติดทะเล เป็นบ้านที่เขาจองทางอินเตอร์เน็ทจากการช่วยกันหาโดยนาตาชาและแซม ภาพที่พักสวยๆ กับหาดทรายส่วนตัวตรงหน้าบ้านทำให้สตีฟติดต่อเพื่อจองบ้านหลังนี้ทันที

            “คิดว่าเดินอีกสักหน่อยก็คงถึงนะ” สตีฟบอก บัคกี้พยักหน้า คิ้วเริ่มขมวดเพราะความร้อนของอากาศเมืองไทย สตีฟเอาหมวกขึ้นมาสวมให้เพื่อไม่ให้ใบหน้าขาวๆ โดนแดดเผา

            เมื่อเดินมาเรื่อยๆ ตามถนนที่มีคนเดินพลุนพล่านจนเข้าไปในซอยถนน บ้านหลังหนึ่งตั่งอยู่แต่สภาพไม่เหมือนในรูปที่ลงไว้เลย

            “นี่มันอะไรกันฮะ!” บัคกี้พูดเสียงต่ำ มองสภาพบ้านที่ราวกับบ้านผีสิง ดวงตาสีเทาตวัดมองหนุ่มใหญ่ข้างๆ ใบหน้าหล่อแบบแก่ๆ เริ่มมีเหงื่อผุดขึ้นมา

            “เดี๋ยวนะบัค สงสัยมีอะไรผิดพลาดนิดหน่อย” สตีฟรีบกลับหลังหันเดินออกมาจากรัศมีระเบิดสองสามก้าวแลวกดโทรออก

            [ฮัลโหล] เสียงหวานๆ ของหญิงสาวดังขึ้นจากปลายสาย

            “นาตาชา ช่วยฉันด้วย” สตีฟพูดอย่างร้อนรนเหลือบมองบัคกี้เป็นระยะ เพราะกลัวว่าจะไปทำร้ายคนเดินผ่านไปผ่านมา

            [ช่วยอะไร]

            “ฉันกับบัคกี้เดินมาที่พักที่จองไว้ แต่บ้านนั้นกลับไม่ตรงกับภาพที่ลงในเว็บเลย”

            [อ่อ คุณปู่โดนหลอกนิเอง ฉันบอกแล้วว่าก่อนจองให้ตรวจสอบก่อนก็ไม่เชื่อ]

            “เถอะน่า ช่วยหาที่อื่นให้หน่อย”

            [ก็ได้ๆ] หญิงสาวพูดเสียงเบื่อๆ รอไม่นานเธอก็พูดขึ้นมา [ฉันส่งแผ่นไปให้แล้ว ไปตามที่บอกนั่นแหละ]

            “ขอบใจมาก เดี๋ยวซื้อของกลับไปฝาก” สตีฟกดวางสายแล้วเดินยิ้มแห้งๆ กลับไปหาคนหน้าบึ้ง ดงตาสีเทาตวัดไปมองดวงตาคม สตีฟยิ้มสู้ก่อนเอ่ยปาก “เกิดความผิดพลาดนิดหน่อย เราไปกันเถอะ

            “หวังว่าคืนนี้จะไม่ได้นอนข้างทางนะ” คนตัวเล็กกว่าไม่วายจะพูดเหน็บแนม

 

 

            ทั้งสองเดินตามแผนที่ที่แสดงในโทรศัพท์ไปจนถึงบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านชั้นเดียวสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีสนามหญ้าเล็กๆหน้าบ้านกับเปลไม้สำหรับนอนเล่นสองตัวหันหน้าไปทางทะเลใต้ร่มไม้ใหญ่ มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนเปลไม้นั้นข้างกายของเธอมีหมาตัวใหญ่นอนอยู่ข้างๆ หมาตัวนั้นส่งเสียงเห่าเมื่อได้ยินเสียงคนเดินมาใกล้ เธอเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือก่อนจะเดินมาหา

            “คุณคงเป็นคุณคริส อีแวนส์ คนที่จองเช่าบ้านหลังนี้” หญิงสาวพูดด้วยภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว

            “ครับ ผมเอง”

            “เชิญทางนี้เลยค่ะ” เธอเดินนำชายหนุ่มและหนุ่มใหญ่เดินเข้าไปในบ้าน “บ้านนี้มีหนึ่งห้องนอนกับห้องน้ำในตัว กับห้องน้ำข้างนอกอีกหนึ่ง มีห้องครัว ห้องนั่งเล่น”

            “บ้านตกแต่งสวยมากครับ” สตีฟอดจะเอ่ยปากชมไม่ได้ เมื่อมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งสวยงามสะ