T

[Fiction-CA] Soul mate พรหมลิขิตรัก

Title : พรหมลิขิตรัก

Author : Blue Powder

Pairing : Stucky

Rate : ใสใส ดราม่า 18+

Summary : "หัวใจของข้า ข้าขอเป็นผู้กำหนดผู้ที่จะครอบครอง" คือคำที่เคยลั่นออกจากปากของอัลฟ่าหนุ่ม ผู้ไม่ยอมรับการมีอยู่ของ 'คู่แห่งโชคชะตา'

เม้าท์มอย : นาน น๊าน นาน นาน น่าน น้าน น๊านนนน กว่าจะมาอัพ (โดนตรบ) ))>3<)

คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการ แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

------------------------------------------------------------------------

 

 

            

           

            เสียงระฆังเปลี่ยนเวนยามรอบบ่ายตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้ในทุกวันดังขึ้นรอบสารทิศ แต่ไม่อาจทำลายความกดดันในบรรยากาศภายในกระโจมผ้าหลังใหญ่ที่สุดตรงส่วนกลางของค่ายทหารได้เลย นายทหารยศระดับหัวหน้ากองขึ้นไปถูกเรียกเข้าประชุมหารือเร่งด่วน จนตอนนี้กระโจมกว้างจึงแคบลงถนัดตาเมื่อมีคนอยู่ภายในถึง 30 คน เก้าอี้รอบโต๊ะกลมทำจากไม้โอ๊คขัดเงาตัวใหญ่ที่มีแผนที่วางอยู่เต็มโต๊ะถูกจับจองโดยแม่ทัพ รองแม่ทัพซ้ายขวา หัวหน้ากองทหารฝ่ายต่างๆ เสนาธิการที่ปรึกษา ส่วนรองหัวหน้าของแต่ละกองหรือผู้ติดตามยืนเรียงกันอยู่ด้านหลังหัวหน้าตัวเอง

            “การสืบข่าวของเจ้าไปถึงไหนแล้วนาตาชา” สตีฟเอ่ยถามรองแม่ทัพสาวของเขาที่ลอบปลอมตัวเข้าไปสืบข่าวในเมืองเนเจียร์

            “ข้าแฝงตัวเข้าไปสืบภายในปราสาทของเจ้าเมืองเนเจียร์ ทำให้มั่นใจมากว่าเขาเปิดทางให้ศัตรูของเราเข้ามาตั้งกองโจรปล้นสะดมชาวบ้านจริงๆ เพื่อนำเสบียงอาหารส่งไปให้กองทัพที่กำลังต่อสู้กับแม่ทัพซิมอนส์ทางตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กันยืดเยื้อมากว่า 6 เดือน แล้วการที่มันทำแบบนี้ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจพวกเรา ให้ส่งกองทัพส่วนหนึ่งมาที่นี่ เป็นการลดจำนวนคนไม่ให้เรานำทัพไปช่วยเหลือ”

            “ถ้าท่านได้ข้อมูลมาแบบนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องปล่อยเจ้าเมืองเนเจียร์ไว้ เราควรล้มล้างตระกูลนี้แล้วให้คนของสายตระกูลโรเจอร์เข้าไปปกครองแทน” หัวหน้ากองพลธนู ควินท์ บาร์ตัน เอ่ย และหัวหน้ากองอื่นๆ ต่างหยักหน้าเห็นดีด้วย

            “ก่อนที่เราจะเข้าไปจัดการ ข้าคิดว่าเราควรหาที่ซ่องสุมของกองโจรเสียก่อน หากเราบุกเมืองเนเจียร์ตอนนี้ แล้วกองโจรมีกำลังมากกว่าที่เราคิดไว้ เราอาจจะต้องรับศึกสองด้าน” เสนาธิการที่ปรึกษาชราเอ่ยเตือนสติเหล่านักรบหนุ่มเลือดร้อนทั้งหลาย

            “ท่านคามิเอลพูดถูก ข้าเห็นด้วย” แซมเอ่ยสนับสนุนที่ปรึกษาชายชราอดีตนักรบมากประสบการณ์ ที่ผันตัวมารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้วยร่างกายที่ไม่อำนวย

            “แล้วเจ้าพอจะรู้แหล่งกบดานของพวกมันหรือไม่” สตีฟเอ่ยถามนักรบหญิงผมแดง

            “ไม่ พวกมันระวังเรื่องนี้มาก” นาตาชาสายหน้าเบาๆ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน

            “ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องหาให้เจอให้เร็วที่สุด ช่วงนี้อยู่ในช่วงหน้าหนาว พืชผลเติบโตไม่ค่อยดี ซ้ำยังมาถูกปล้นไปแบบนี้ชาวบ้านจะต้องอดตายในไม่ช้า” สตีฟเอ่ยอย่างเคร่งเครียด ซึ่งทุกคนต่างเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ภารกิจนี้ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแข่งกับเวลา “แล้วหากพวกเขาเข้าตาจนขึ้นมา อาจจะพากันผันตัวไปเป็นโจรเสียเอง แบบนั้นยิ่งจะทำให้พวกเราทำงานลำบากขึ้น”

            “จากที่สังเกตมา พวกมันมักจะออกปล้นชาวบ้านที่อยู่ไกลออกมาจากนอกเมืองมาก หมู่บ้านที่ห่างจากหมู่บ้านอื่น แต่ละที่ที่มันไปปล้นอยู่ห่างกันไกลมาก เหมือนจะคอยซ่อนที่กบดานของมัน” นาตาชาบอกข้อมูลที่รวบรวมมาตั้งแต่มาตั้งค่ายที่นี่นางก็คอยส่งคนไปสืบข่าวตลอด หญิงสาววางไม้สลักวงกลมลงบนแผนที่ผืนใหญ่บนโต๊ะตรงจุดที่หมู่บ้านถูกปล้น

            “แล้วพวกมันขนของที่ปล้นไปได้ยังไงโดยที่เราไม่ผิดสังเกต เสบียงอาหารไม่ใช่น้อย ถ้าพวกมันขนส่งไปให้กองทัพจริง เราก็ต้องเห็นบ้าง” แซมเอ่ยถาม

            “อาจจะมีเส้นทางลับที่เราไม่รู้ก็ได้ ถ้าเจ้าเมืองเนเจียร์ให้ความร่วมมือกับศัตรูจริง ย่อมจะรู้จักเส้นในอาณาจักรของตัวเองเป็นอย่างดี” สก๊อต แลง แม่ทัพทหารราบที่สองเอ่ยเสนอความคิด และทุกคนค่อนข้างจะคล้อยตามความคิดของเขา

            “ยังไงเราก็ต้องเพิ่มหน่วยลาดตระเวนมากขึ้นแล้วก็สั่งขยายขอบเขตค้นหามากขึ้นเหมือนกัน” สตีฟเอ่ยแผนการที่ต้องทำต่อไปให้แก่หัวหน้ากองพลอื่นๆ เพื่อให้ศึกนี้จบเร็วที่สุด

            “ข้าจะส่งคนของข้าปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดาแฝงไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อจับตามองเผื่อกรณีที่ถูกโจรปล้นจะได้จุดสัญญาณแจ้งพวกเราได้ในทันที” นาตาชาเสนอแผนการรับมือที่นางคิดได้

            ทุกคนต่างเสนอแผนการต่างๆ ที่จะใช้ต่อไป รวมถึงการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเพื่อให้แผนการบรรลุถึงเป้าหมายโดยไม่ต้องเสียเวลาและกำลังคนโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อได้ข้อสรุปที่น่าพึงพอใจกับทุกฝ่ายการประชุมจึงจบลง

 

 

            เสียงหัวเราะของเด็กๆ คงเป็นความสดใสหนึ่งเดียวในค่ายทหารแห่งนี้ เพ็กกี้และน้องชายกำลังวิ่งเล่นซ้อนหากันอย่างสนุกสนาน ค่ายทหารที่มีที่กำบังมากมายราวกับถูกสร้างมาให้เป็นสนามเด็กเล่นของพวกเขา เด็กชายตัวน้อยหันหลังซบลงกับต้นไม้ นับเลขออกเสียงชัดเจน เมื่อนับครบจำนวนจึงหันหลังกลับมา ขณะที่คนเป็นพี่สาวยิ้มกริ่มหลับอยู่หลังกระโจมเล็กของนายทหารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่เรียงราย

            “ท่านพี่ท่านอยู่ไหน...” บัคกี้เรียกพี่สาวแล้วเดินผ่านกระโจมของนายทหารไปอีกกระโจมหนึ่ง ผ่านกองฟืนสูงไปยังล้อไม้ที่มีหญ้าแห้งอยู่เต็มคัน แต่ก็ยังไม่เห็นแม้ชายกระโปรงของพี่สาวตน

            เพ็กกี้หัวเราะเบาๆ แล้วเดินหลบไปอีกด้านเมื่อน้องชายโผล่ออกมาจากมุมหนึ่ง เด็กหญิงกำลังพยายามหาช่องทางหลบไปด้านหลังของน้องชายตัวน้อย

            “บัคกี้ เพ็กกี้ พวกเจ้าอยู่ไหน” เสียงสาวรับใช้ร้องเรียกเด็กทั้งสองที่กำลังเล่นสนุกกัน เมื่อได้ยินเสียงเรียกพวกเขาหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่แล้ววิ่งไปหาหญิงสาวผมสีน้ำตาล เธอมีชื่อว่าลูน่า เธอเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างสวยและใจดี

            “ท่านเซเรน่าเรียกพวกเจ้าไปพบ” หญิงสาวตอบแล้วเดินนำหน้าเด็กๆ ดวงตากลมโตหันมามองกันและกันก่อนจะออกเดินตามสาวรับใช้ไปเงียบๆ โดยไม่มีท่าทีอิดออดใดๆ

            ทั้งสามเดินไปจนถึงกระโจมหลังหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ แต่ใช้ผ้าที่บางกว่ากระโจมทั่วไปและผ้าเป็นสีขาวสะส่วนใหญ่ ภายในแสงไฟรอดออกมาสลัวๆ แต่เห็นเงาคนที่อยู่ข้างในเลือนรางมาก แทบดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร มีไอน้ำสีขาวลอยขึ้นฟ้าบางเบาสร้างความตื่นเต้นให้พวกเด็กๆ ไม่น้อย เพ็กกี้ได้ยินเสียงน้ำจากภายในกระโจมนั้น

            “ดิฉันพาเด็กๆ มาแล้วค่ะ” สาวใช้ก้มหน้าเล็กน้อยหน้ากระโจมระหว่างพูดกับคนที่อยู่ข้างใน โดยข้างหน้ามีทหารยามยืนเฝ้าอยู่สองคน

            “มาแล้วรึ ให้พวกเขาเข้ามาสิ” เสียงของเซเรน่าดังมาจากด้านใน สาวใช้แหวกผ้าสีขาวตรงประตูออก จะเจอม่านสีขาวตั้งอยู่ตรงหน้าอีกชั้น แล้วนางจึงพาบัคกี้และเพ็กกี้เข้าไปในกระโจม กลิ่นหอมดอกไม้ลอยเข้าจมูกทำให้รู้สึกดีไม่น้อย เมื่อเข้ามาถึงข้างในจึงเห็นอ่างไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เข้าไปนั่งเหยียดขาสองคนได้สบาย เซเรน่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งไม่ไกลจากอ่างอาบน้ำมากนัก

            “พวกเจ้าควรรีบอาบน้ำก่อนตะวันจะลับฟ้า ไม่อย่างนั้นจะหนาวเกินไปแล้วจะทำให้ไม่สบายได้” หญิงเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างเดินเข้ามาใกล้เด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันจนมอมแมม “ข้าให้คนเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้แล้ว”

            สาวใช้ผมสีน้ำตาลพาบัคกี้ไปที่อ่างหนึ่งที่ถูกกั้นไว้ด้วยผ้าสีขาวเป็นห้องแยกออกไป เซเรน่าเดินเข้ามาช่วยเพ็กกี้ ถอดเสื้อผ้าออก เสื้อขนสัตว์ตัวหนาถูกถอดออกจากไหล่เล็กช้าๆ ตามด้วยชุดกระโปรงและเสื้อด้านในจนเห็นไหล่เนียนขาวของผิวเด็ก

            “นี่มัน...” ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างขึ้นเมื่อสิ่งที่สลักอยู่บนของเด็กหญิงตัวน้อย ปานสีดำตัดกับผิวสีซีด สัญลักษณ์ที่ไม่คิดฝันว่าตนจะได้มาเห็นกับตาของตัวเอง สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่น้อยคนนักที่จะได้เห็นจากผิวกายของผู้เป็นเจ้าของ

            เหมือนเพ็กกี้จะรู้ตัว มือเล็กรีบจับสาบเสื้อสีขาวบางขึ้นปิดเอาไว้เหมือนเดิน ใบหน้าเล็กน่ารักดูตื่นตกใจ คำสัญญาที่เคยให้ไว้กับมารดาว่าจะไม่ให้ใครเห็นปานบนไหลดังวนเวียนเข้ามาในหัว แม้ไม่รู้ถึงความสำคัญของมันเลยก็ตาม เซเรน่ารีบตั้งสติของตัวเองแล้วเอ่ยปลอบโยนเด็กน้อยช้าๆ

            “...เจ้าไม่ต้องกลัวไปเพ็กกี้ ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก และจะไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้ตราบใดที่ข้ายังอยู่กับเจ้า” หญิงสูงศักดิ์เอ่ย มือเรียวสวยลูบแก้วเด็กหญิงเบาๆ ปลอบโยน แล้วหันไปมองสาวรับใช้ข้างกาย เธอรีบพยักหน้ารับเมื่อสบตาสีฟ้าคมจริงจังที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก

            “ท่านสัญญาแล้วนะ...”

            “ข้าสัญญา รีบอาบน้ำเถอะ ข้าจะไปรอด้านนอก” เซเรน่ารุกขึ้นแล้วหันไปสั่งงานกับสาวรับใช้ “เจ้าอาบน้ำให้เพ็กกี้แล้วพาเธอกับน้องชายไปรอที่กระโจมของข้า หาอาหารเย็นมาให้เด็กๆ ด้วย”

            หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างเดินด้วยความเร็วเกินปรกติตามความต้องการที่จะไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วแต่ยังคงไว้ด้วยท่วงท่าสง่า เธอหยุดตรงหน้ากระโจมหลังใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มผู้มีอำนาจสูงที่สุดในที่แห่งนี้ นายทหารสองนายยืนประจำอยู่ที่หน้ากระโจม เมื่อชายทั้งสองเห็นนางจึงก้มหัวทำความเคารพ

            “ข้าต้องการพบท่านแม่ทัพสตีฟเดี๋ยวนี้”

            “ท่านแม่ทัพสั่งไม่ให้ใครรบกวนตอนนี้ขอรับ” นายทหารตอบด้วยสีหน้าหนักใจ

            “แต่เรื่องนี้สำคัญมาก สตีฟหากเจ้าได้ยินเสียงข้า จงให้ข้าเข้าไปเดี๋ยวนี้” เสียงด้านนอกทำให้แม่ทัพหนุ่มหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ ปากหยักละจากซอกคอขาวของสตรีนางหนึ่ง ดวงตาคมสีฟ้าเข้มขึ้นเล็กน้อยตวัดไปมองทางประตูกระโจมด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อถูกขัดอารมณ์ความสุข

            “ให้ท่านเซเรน่าเข้ามาได้” สตีฟตะโกนออกไปไม่ดังนัก ไม่นานผ้าผืนหนาจึงถูกเปิด หญิงสูงศักดิ์ก้าวเดินเข้ามาในกระโจม ดวงตาสีฟ้าคมมองชายหนุ่มร่างกำยำนั่งอยู่บนเตียง ข้างกายมีหญิงสาวโอเมก้าสองคนประกบข้างซ้ายขวา

            “มีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือท่านอา” ถามโดยที่สองแขนกำยำโอบไหล่นางบำเริอสาวทั้งสองคนละข้าง

            “เรื่องสำคัญมาก ข้าอยากคุยกับเจ้าเพียงสองคน” ดวงตาสีฟ้าสวยมองจิกไปยังหญิงสาวสองนางบนเตียง สีหน้าจริงจังของหญิงสูงศักดิ์ทำให้คิ้วเข้มเหนือดวงตาคมต้องขมวด สตีฟเอ่ยไล่โอเมก้าสาวทั้งสองออกไปแล้วลุกจากเตียง เชื้อเชิญเซเรน่านั่งลงบนเก้าอี้ไม้หน้าโต๊ะตัวใหญ่ แล้วตนจึงนั่งลงตรงข้ามกับนาง

            “เรื่องสำคัญที่ว่าคือเรื่องใดหรือท่านอา”

            “เจ้าจำเรื่องของราชาองค์ก่อนของอาณาจักรซีลาที่เป็นพันธมิตรของอาณาจักรเราหรือไม่” เซเรน่าเอ่ยเสียงเบา

            “ที่มีข่าวว่าถูกกองโจรดักปล้นตอนเดินทางกลับอาณาจักรนะหรือ ราชาองค์ก่อนและราชินีถูกสังหาร ส่วนธิดาเพียงองค์เดียวหายสาบสูญ ตอนนี้น้องชายของราชาองค์ก่อนขึ้นเป็นราชาแทน” สตีฟเล่าสิ่งที่ตนรับรู้มา เมื่อมันเป็นเรื่องของอาณาจักรอื่นเขาไม่จำเป็นต้องรู้ความเป็นไปละเอียดนัก

            “ใช่ และราชาองค์ปัจจุบันไม่มีปานสัญลักษณ์ของกษัตริย์แห่งซีลาบนไหล่” เซเรน่าเสริมกับข่าวที่เล่าลือมาหลายปี เป็นที่โจษจันในอาณาจักรซีลาดังมาถึงโรฮาเนียย์

            “เพราะอย่างนั้นเขาถึงไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากข้าราชการหัวเก่า กับชาวบ้านมากกว่าครึ่งที่ยึดธรรมเนียมเก่าแก่” สตีฟเอ่ยเสียงเรียบๆ แปลกใจเล็กน้อยที่หญิงตรงหน้าเอาเรื่องนี้มาพูด ทั้งที่บอกว่าเป็นเรื่องสำคัญ “ท่านอาเอาเรื่องนี้มาพูดทำไม”

            “การขึ้นปกครองของอาณาจักรซีลาแปลกแตกต่างจากที่อื่นๆ หลังจากราชาองค์เก่าสิ้นพระชนผู้ที่ได้รับสืบทอดตำแหน่งจะมีปานสีดำปรากฏขึ้นบนไหล่ เป็นเรื่องที่ประชาชนของซีลายึดถือมานาน การที่ราชาองค์ปัจจุบันไม่มีสัญลักษณ์หมายถึงเขาไม่ได้ถูกเลือก และมีผู้เหมาะสมกว่า” สตีฟจ้องตาของอาสาวนิ่งอย่างใช้ความคิด และเขาสังหรณ์ใจแปลกๆ

            “ท่านพูดอย่างกับว่าท่านเจอคนที่ถูกเลือกคนนั้นแล้ว”

            “...”

            ไม่มีคำตอบ แต่มีเพียงการพยักหน้าเป็นสิ่งยืนยัน

 

 

            “ท่านพี่เป็นอะไรเหรอ ทำไมเงียบไปละ” บัคกี้เอ่ยถามพี่สาวที่นั่งคิ้วขมวดอยู่ข้างกัน ตั้งแต่อาบน้ำแล้วมาเจอกันอีกทีก็มีท่าทางแปลกไปจากเดิม ไม่พูดไม่จาเอาแต่นั่งนิ่งๆ ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานอาหารกันสองคนในกระโจมที่อบอุ่น

            “ข้าคิดว่าพวกเราควรหนีไปจากที่นี่” เพ็กกี้กระซิบ  เมื่อไม่มีใครอยู่ข้างในนอกจากพวกเขาสองคน เพราะนางรับใช้ของเซเรน่าออกไปทำหน้าที่ของตนที่ด้านนอก บัคกี้ตาโตขึ้นอย่างตกใจ

            “ทำไมละ แล้วเราจะไปที่ไหน”

            “ไปหาท่านแม่ของเราไง ไม่แน่ท่านแม่อาจจะกลับมารอเราที่บ้านแล้ว” เพ็กกี้บอกกับน้องชาย ถึงแม้จะไม่รู้ว่าแม่กลับมาจริงหรือไม่ แต่เด็กน้อยก็ยังเชื่อเช่นนั้น

            “เราให้พวกเขาพาเรากลับไปหาท่านแม่ก็ได้นิ ทำไมต้องหนีละ ท่านเซเรน่าใจดี ต้องพาเราไปส่งแน่” คำตอบของบัคกี้ทำให้เด็กหญิงต้องกรอกตาเบาๆ

            “ท่านเซเรน่าเห็นปานบนไหล่ข้าแล้ว ท่านแม่บอกว่าอย่าให้ใครเห็นปานนี้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะทำร้ายข้า” เพ็กกี้ยกมือขึ้นป้องตรงเบาหูน้องชายแล้วกระซิบ

            “ข้าไม่เห็นรู้มาก่อนเลยว่าท่านพี่มีปา...อุบ!” เพ็กกี้รีบตะครุบปากน้องชายเมื่อเขาพูดเสียงดังขึ้น

            “ตอนนี้เจ้ารู้แล้ว และเราควรหนี”

            “แล้วจะหนียังไง แต่พินของท่านแม่อยู่กับแม่ทัพขี้โมโหนะ” บัคกี้ถามอย่างสงสัย และเอ่ยถึงพินไม้ที่อยู่กับสตีฟ

            “จริงด้วย! เราขโมยพินจากเขาแล้วหนีไปดีไหม... แต่พินของท่านแม่ทั้งใหญ่แล้วก็หนักด้วย เราคงเอาไปด้วยไม่ได้หรอก” เพ็กกี้วางมือกับขอบโต๊ะแล้วซบหน้าลงไปพยายามใช้ความคิดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ การที่ความลับของเธอซึ่งท่านแม่กำชับนักหนาให้ปกปิดเป็นความลับถูกเปิดเผยออกไปทำให้เด็กหญิงเคร่งเครียดจนแทบอยากจะร้องไห้ด้วยความกลัว

 

 

            “ถ้าเป็นอย่างที่ท่านพูดจริงเพ็กกี้คือผู้ถูกเลือกให้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ของซีลาอย่างนั้นหรือ” สตีฟเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยที่เขาช่วยไว้จะ

            “ข้าเห็นกับตาข้าเอง สัญลักษณ์นั้นไม่ผิดแน่นอน” เมื่อเซเรน่ายืนยันขนาดนี้แม่ทัพหนุ่มจึงมีเรื่องให้ต้องขบคิดขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง หญิงสูงศักดิ์มีสีหน้าที่เคร่งเครียดไม่หาย สตีฟได้แต่ถอนหายใจเบา

            “แล้วท่านอยากทำอย่างไรกับเด็กคนนี้หรือ”

            “ข้าจะพาพวกเขาทั้งสองกลับไปด้วย นำเรื่องนี้บอกแก่ท่านพ่อของเจ้า ท่านจะต้องจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม”

            “หึ... คงไม่พ้นเอาเด็กไปใช้ประโยชน์เพื่อความมั่นคงของอาณาจักร” สตีฟพูดในสิ่งที่นางกังวลราวกับอ่านใจได้ และคาดว่าสิ่งที่สตีฟพูดออกมามีสิทธิ์เป็นไปได้สูงอย่างมาก

            “ข้าอยากให้เจ้าช่วยพูดกับท่านพ่อของเจ้าเรื่องนี้”

            “ข้าจะพูดอะไรได้เล่าท่านอา ข้าถูกส่งออกไปรบตั้งแต่อายุยังไม่สิบหกด้วยซ้ำ ถึงแม้ข้าจะเลือกที่จะไปรบเองก็เถอะ แต่หลังจากชัยชนะครั้งนั้น ข้าก็ต้องมีชีวิตอยู่กับสนามรบมาโดยตลอด ท่านคิดว่าคนอย่างท่านพ่อจะฟังในสิ่งที่ท่านกับข้าพูดหรืออย่างไร” คำพูดเฉยชาของสตีฟทำให้เซเรน่าต้องถอนหายใจอ่อนแรง แผนการที่จะให้หลานชายช่วยเหลือคงต้องมีอันยกเลิกไป นางคงต้องหาวิธีใหม่ หรือไม่ก็คงต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ

            “เรื่องที่ข้าจะบอกเจ้าก็มีเพียงเท่านี้ ข้าอยากให้เจ้าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ จนกว่าข้าจะหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเพ็กกี้ได้”

            “ก็ได้ ตามใจท่านเถอะ ข้ายกพวกเขาให้ท่านแล้วนิ”

            “ข้าขอตัวก่อน” เซเรน่าลุกขึ้นยืน สตีฟจึงลุกขึ้นเดินไปเลิกผ้ากระโจมออกให้กับอาสาว เธอเดินออกไปพร้อมกล่าวราตรีสวัสดิ์กับหลานชาย

            แม่ทัพหนุ่มเดินไปนั่งลงบนเตียงนอนหนา แผ่นหลังแข็งแรงเอนลงบนเตียงช้าๆ เปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของโอเมก้าตัวน้อยประปนเข้ามาในอากาศ แม้กระโจมจะห่างกันมากพอสมควรแต่เขาก็ยังคงได้กลิ่น และกลิ่นนี้ยังคงโดดเด่นไม่มีใครเหมือน ความคิดของเขาตีวนสับสนไปหมด ไม่คิดว่า ‘คู่แห่งโชคชะตา’ จะมีอิทธิพลกับตนได้ขนาดนี้

            เปือกตาเผยเปิดขึ้น ร่างสูงเดินไปเปิดผ้าประตูกระโจมออกเรียกหาโอเมก้าสาวที่ถูกไล่ออกไปในตอนแรกให้กลับเข้ามาใหม่ เผื่อพวกนางจะทำให้เขาสนุกได้ในคืนนี้และทำให้ใจที่ว้าวุ้นสงบลงได้บ้าง

 

 

            เด็กหญิงและเด็กชายทั้งสองค่อยๆ เดินแอบไปตามมุมต่างๆ ของกระโจมในยามฟ้ายังไม่สาง เธอคิดแผนการหนีออกไปจากที่นี่ได้ในตอนที่ไปคุยกับพ่อครัวจนทราบมาว่า เจ้าเมืองที่อยู่โดยรอบค่ายทหารแห่งนี้จะคอยผลัดกันส่งเสบียงอาหารมาที่ค่ายนี้ทุกวันก่อนฟ้าสาง ด้วยความที่เห็นว่าเพ็กกี้เป็นเด็กจึงเล่าออกมาให้ฟังโดยไม่คิดอะไร หารู้ไม่ว่าเด็กหญิงตัวน้อยกำลังวางแผนการที่จะหลบหนีออกไปจากค่ายแห่งนี้

            เจ้าเมืองใกล้ๆ นี้จะจัดส่งทหารคุ้มกันมาพร้อมกับรถม้าส่งเสบียงโดยใส่ลังไม้มาเต็มคันรถ และจะเอาลังเปล่ากลับไปเพื่อใช้ขนอาหารมาให้ใหม่อีกครั้ง หมุนเวียนกันไปอย่างนี้มาตลอด หากพวกเขาหลบเข้าไปในรถม้าได้ พวกเขาก็จะออกไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย

            เพียงแค่เธอบอกกับนายทหารที่ยืนเฝ้าหน้ากระโจมว่าจะพาน้องชายมาปลดเบา พวกเขาก็ได้ออกมากันแล้ว ตอนนี้เด็กทั้งสองกำลังนั่งหลบข้างลังไม้ไม่ไกลจากรถไม้มากนัก เพื่อรอโอกาสหลบเข้าไปในรถม้าที่จอดอยู่ข้างโรงครัว นายทหารไม่กี่คนกำลังช่วยกันขนลังที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบทำอาหารลงจากรถไม้ที่มุงหลังคาด้วยหนังวัวสีน้ำตาลเป็นทรงโค้งสูง มีผ้าหนังปิดตรงท้าย

            เด็กทั้งสองรอให้ทหารพวกนั้นเผลอแล้วแอบเข้าไปในรถ ด้วยความที่ด้านในรถม้าค่อนข้างมืดจึงสามารถแอบอยู่ได้ตรงด้านในสุด ไม่นานลังไม้ที่มีอาหารก็ถูกยกออกไปหมด ตามด้วยลังเปล่าถูกขนเข้ามาในรถม้าบดบังพวกเขาเอาไว้จนทหารเหล่านั้นมองไม่เห็น แสงสว่างภายในรถม้าหายไปเมื่อผ้าด้านหลังถูกปิดลง

            พวกเขาได้แต่นั่งตัวเกร็งรอคอยให้ได้ออกไปจากค่ายนี้ได้สำเร็จ ได้ยินเสียงพูดคุยกันของนายทหารจากด้านนอกและพ่อครัวที่เอ่ยขอบอกขอบใจคนที่นำเสบียงมาส่ง ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ

            รถม้าแล่นไปเรื่อยๆ ไม่นานก็หยุดลงอีกครั้งหนึ่ง เพ็กกี้และบัคกี้กอดกันแน่นขึ้น กลัวจะถูกจับได้และโดนลงโทษอย่างหนัก แต่เสียงที่ดังเข้ามาทำให้พวกเขาเริ่มจะใจชื้น

            “เฮ่ เปิดประตูค่าย” เสียงทหารตะโกนตามด้วยเสียงเปิดประตูไม้เชื่องช้า รถม้าแล่นต่อไปอีกครั้ง ตามด้วยเสียงปิดประตูไล่หลัง ทำให้พวกเขารู้ว่าตอนนี้ได้ออกจากค่ายสำเร็จแล้ว

 

 

            “พวกเด็กๆ หายไปไหนกัน” เซเรน่าเอ่ยถามเมื่อนางตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นเด็กน้อยในการดูแลของนาง ที่นอนว่างเปล่าไร้คนนอนซุกรับไออุ่นอย่างที่ควรจะเป็น นางรับใช้ได้แต่ก้มหน้าบอกว่าไม่ทราบ หญิงสูงศักดิ์ถอนหายใจแล้วสั่งให้พวกนางออกไปตามหา

            “เจ้าเห็นเด็กๆ หรือไม่ เห็นไหมว่าไปทางไหน” นางรับใช้เอ่ยถามนายทหารที่ยืนเฝ้าหน้ากระโจม

            “เห็นบอกว่าจะไปปลดเบา แต่ไปนานแล้วยังไม่เห็นกลับมาเลยขอรับ”

            “ตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “ช่วงก่อนฟ้าสาง จนตอนนี้ยังไม่กลับมาเลย” คำตอบของนายทหารสร้างความประหลาดใจแก่หญิงสาวเป็นอย่างมาก เธอกลับไปแจ้งให้นายของตนทราบทันที

            เมื่อเซเรน่าได้รับฟังสิ่งที่นางรับใช้นำมาบอกสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างรีบให้นายทหารออกตามหาพวกเด็กๆ ทันที ด้วยความกลัวว่าพวกเขาอาจจะได้รับอันตราย นายทหารกว่าสามสิบคนวิ่งไปรอบค่ายเพื่อออกตามหาเพ็กกี้และบัคกี้จนเสียงดังเอะอะไปทั่ว

            เสียงดังที่ลอดเข้ามาในกระโจมหลังใหญ่ทำให้แม่ทัพหนุ่มต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ข้างกายกำยำทั้งสองข้างมีหญิงสาวโอเมก้าเปลือยกายนอนอยู่ใต้ผ้าห่มร่วมกัน ร่างสูงลุกขึ้นนั่งอย่างหงุดหงิด ด้วยประสาทการได้ยินที่ดีทำให้เขาพอจะรู้ว่านายทหารพวกนั้นกำลังหาอะไรบางอย่าง

            ร่างหนาลุกขึ้นลงจากเตียงเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมลวกๆ ขายาวก้าวเร็วๆ เดินไปเปิดผ้าประตูกระโจมออก แล้วเอ่ยถามนายทหารที่เดินผ่านมาพอดี

            “มีเรื่องอะไรกัน”

            “เด็กผู้หญิงกับน้องชายหายตัวไปขอรับ” คำตอบที่ได้มาทำให้สตีฟตาสว่างขึ้นมาทันที ชายหนุ่มรีบกลับเข้าไปในที่พักอีกครั้งแล้วเริ่มแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทับกันปลุกให้โอเมก้าสาวคู่นอนทั้งสองรู้สึกตัวตื่น

            “ท่านสตีฟจะรีบไปไหนเจ้าคะ มานอนต่อเถอะเจ้าค่ะ”

            “พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” สตีฟโยนถุงเงินสองถุงไปบนเตียงให้พวกนาง

            “แต่...”

            “ข้าบอกให้ออกไป!!” เมื่อได้ยินเสียงตะคอกพวกนางทั้งสองรีบลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าอย่างเร่งรีบหอบผ้าผ่อนออกไปนอกกระโจมโดยไม่ลืมหยิบถุงเงินติดมือไปด้วย

            สตีฟใช้เวลาแต่งตัวเพียงไม่นาน ชายหนุ่มเดินออกมานอกกระโจมอีกครั้ง พร้อมกับอาสาวที่เดินตรงเข้ามาหาอย่างร้อนรน ทุกอย่างแสดงออกมาทางสีหน้าของนาง

            “พวกเด็กๆ หายตัวไป ข้าให้คนตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ข้าจะทำยังไงดีสตีฟ”

            “ใจเย็นๆ ท่านอา พวกเขาออกจากที่นี่ไม่...” สตีฟชงักเมื่อรู้สึกว่ากลิ่นของบัคกี้เจือจางและดูไกลออกไป เหมือนไม่ได้อยู่ในค่ายแห่งนี้แล้ว รางสังหรณ์บางอย่างทำให้ชายหนุ่มวิ่งไปยังโรงเลี้ยงม้าของตนทันที

            “เจ้าจะไปไหนสตีฟ!”

            “ข้าก็จะไปตามเด็กซนของท่านกลับมาไงเล่า!” สตีฟตอบเพียงเท่านั้นโดยไม่หันกลับมาอีก ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าอย่างรีบร้อน จนชนเข้ากับร่างของชายหนุ่มรูปร่างไม่ต่างกันนัก ผิวสีเข้มๆ ทำให้สตีฟรู้เลยว่าเขาชนเข้ากับใคร

            “ท่านเห็นพวกเด็กๆ ไหมสตีฟ ข้าหาจนทั่วแต่ไม่เจอ” แซมถามหลังจากเดินหามาแล้วกว่าชั่วโมงแต่ไม่มีวี่แวว ในมือยังมีห่อผ้าสีขาวที่คาดว่าจะเป็นขนมที่แอบเอามาให้เด็กๆ

            “พวกเขาออกไปจากที่นี่แล้ว” สตีฟเดินไวๆ เมื่อโรงเลี้ยงม้าอยู่อีกไม่ไกลแล้ว

            “เป็นไปได้ยังไง เด็กตัวแค่นั้นจะหนีออกไปได้อย่างไร” แซมเดินตามหลังแม่ทัพของตนไป การเฝ้ายามของที่นี่เข้มงวดมาก แม้แมวสักตัวก็ไม่อาจออกไปได้ แต่เด็กสองคนจะออกไปได้อย่างไร

            “มันเป็นไปแล้ว ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม แถมยังไปไกลแล้วด้วย คงไม่ใช่การเดินออกไปเฉยๆ แน่นอน” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองตวัดขาขึ้นขี่ม้าสีนิลคู่ใจ แซมไม่รอช้าขึ้นขี่ม้าของตนทันที

            “ถ้าเจ้ามั่นใจขนาดนั้นข้าก็จะตามไปด้วย”

            “ตามใจเจ้าแล้วกัน ถ้าเจ้าตามข้าทันนะ” สิ้นคำรองเท้าหนังสีดำกระแทกกับท้องม้าหนุ่มให้ออกวิ่งไปตามทาง ทหารที่เดินผ่านต่างรีบหลบออกนอกเส้นทาง ไม่เช่นนั้นคงได้บาดเจ็บเพราะกีบเท้าม้างามๆ ที่เร่งความเร็วตามความรีบร้อนของแม่ทัพหนุ่ม

            “เปิดประตู!!!” สตีฟตะคอกเสียงดังลั่น นายทหารต่างรีบดึงเชือกเปิดประตูให้ ทันทีที่ประตูเปิดออก ม้าสีนิลและสีน้ำตาลพุ่งทยานออกนอกค่ายในทันที

 

 

            “ท่านพี่ข้าหิวจัง” เด็กน้อยกระซิบบอกพี่สาวภายในรถม้าที่มืดทึบ แต่แสงที่ส่องเข้ามาทางรอยแยกของประตูทำให้พอรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้าแล้ว และพวกเขาออกมาไกลจากค่ายพอสมควร แต่ก็ยังคงไว้ใจอะไรไม่ได้อยู่ดี

            “ทนก่อนนะบัคกี้ อีกเดี๋ยวก็คงจะถึงเมืองแล้ว” พี่สาวบอกกับน้องชายเสียงเบา พวกเขาไม่กล้าแสดงตัวในตอนนี้ เพราะกลัวว่าจะถูกจับได้แล้วถูกนำกลับไปส่งที่ค่ายอีก

            “แต่...”

            “ชู่...เงียบน่าบัคกี้ ทนอีกนิดนะ”

            เด็กชายยอมเงียบลงเมื่อโดนพี่สาวเอ็ด แต่อยู่ๆ รถม้าที่พวกเขากำลังนั่งก็เกิดสั่นขึ้นมา เสียงม้าที่ตกใจ และเสียงเอะอะของทหารด้านนอกฟังไม่ได้ศัพท์ ทั้งสองกอดกันแน่นขึ้นด้วยความหวาดกลัว เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นไปทั่วสารทิศ แต่คำหนึ่งที่เด็กทั้งสองได้ยินชัดเจนคือ

            “ศัตรู!”

            “อ๊าก!!”

            เสียงการต่อสู้ด้านนอกดังขึ้นไม่นานทุกอย่างก็เงียบลง บัคกี้ยิ่งตัวสั่นมากขึ้น ใบหน้าของสองพี่น้องซีดเซียว

            “ไปค้นดูสิว่ามีอะไรจะเอาไปได้บ้าง!”

            โจรหนุ่มซึ่งเป็นหัวหน้าสั่งลูกน้องให้ค้นรถม้าหลังจากฆ่านายทหารหมดทุกคนแล้ว เพื่อนำเสบียงที่ปล้นได้ไปเก็บไว้ที่กบดานของตน

            “ไม่มีอะไรเลยขอรับ มีแต่ลังไม้เปล่าๆ”

            “อะไรนะ! ตรวจให้ละเอียดกว่านี้สิ”

            “ขอรับ!”

            ผ้าด้านหลังรถม้าที่เพ็กกี้อยู่ถูกเปิดออกจนแสงสว่างลอดเข้ามาข้างใน ลังไม้ถูกขนออกไปเพื่อเปิดดูทีละกล่อง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า แต่สิ่งที่อยู่ด้านในสุดของรถม้าทำให้ลูกน้องกองโจรต้องตะโกนเรียกหัวหน้า

            “หัวหน้า! ในนี้มีเด็กด้วย!” โจรร่างผอมสูงลากเด็กชายหญิงสองคนออกมาโยนลงกับพื้นถนน ท่ามกลางความสงสัยว่าทำไมถึงมีเด็กในรถไม้ที่มีแต่ลังไม้เปล่า

            “ทำไมมีเด็กอยู่ในนี้ได้ พวกเจ้ามาจากไหน แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” เสียงตะคอกทำให้เด็กชายต้องซุกหน้าเข้าหาพี่สาวด้วยความกลัว เพ็กกี้จึงต้องเป็นคนตอบด้วยเสียงสั่น

            “พวกเราไม่รู้อะไรทั้งนั้น พวกเราแค่ขึ้นรถจะเข้าไปในเมือง”

            หัวหน้าโจรที่รูปร่างสูงใหญ่หนวดเครารุงรังหรี่ตามมองเด็กๆ อย่างสิเคราะห์ เด็กทั้งสองกอดกันแน่น โดยมีโจรกว่ายี่สิบคนยืนล้อมรอบ

            “ฆ่ามันทิ้งเลยไหมขอรับ!” โจรอีกคนถาม การปล่อยคนที่เห็นหน้าพวกเขาให้รอดชีวิตย่อมไม่เป็นผลดีในภายภาคหน้า

            “ไม่ต้อง! เอาพวกมันไปให้ท่านหัวหน้าใหญ่ อย่างน้อยก็ยังได้อะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง” สิ้นคำสั่งลูกน้องสองคนใช้เชือกมัดมือเด็กๆ เอาไว้ พวกเขาขัดขืนไม่ให้ถูกจับแต่ก็สู้แรงผู้ใหญ่ไม่ได้ เพ็กกี้และน้อยชายถูกจับมัดมือมัดปากไม่ให้ส่งเสียงน่ารำคาญก่อนจะจับโยนขึ้นนั่งบนม้าแล้วโจรชายร่างกำยำขึ้นนั่งซ้อนหลังอีกที

            กลุ่มโจรรีบขนของที่พอจะเอาไปได้เช่นดาบหรือม้า ไม่กี่นาทีต่อมากองโจรที่ปล้นทำร้ายทหารเพื่อปล้นเสบียงก็ควบม้าและขโมยม้าและอาวุธที่พอจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปเข้าไปในป่า เพื่อกลับที่หลบซ่อนของตนเอง

 

 

            “เร็วหน่อยแซมฉันได้กลิ่นไม่ดีแล้ว” สตีฟเร่งความเร็วของม้าคู่ใจให้เพิ่มมากขึ้น เมื่อได้กลิ่นเลือดและความกลัวลอยมาตามลม แล้วยังเสียงโลหะที่กระทบกันอีก

            “ข้าก็รู้สึกเหมือนท่าน ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ แล้วท่าทางจะไม่ใช่เรื่องดีเสียด้วย” แซมควบม้าตามแม่ทัพของตนไปติดๆ ไม่นานกลิ่นคาวเลือดก็ลอยคละคลุ้งในอากาศก่อนจะเห็นรถม้าที่จอดอยู่และซากศพของทหารที่ถูกฆ่าตาย

            “เพิ่งตายได้ไม่นาน” แซมเอ่ยเมื่อลงจากหลังมาแล้วลองตรวจสภาพศพ เมื่อพบว่าร่างที่นอนอยู่ยังหลงเหลือความอบอุ่นอยู่ สตีฟหลับตาทำสมาธิแล้วสูดหายใจเข้า เขาได้กลิ่นของบัคกี้จากในป่า แม้จะมีกลิ่นของอัลฟ่าและเบต้าปะปนอยู่ด้วย

            “พวกมันหนีไปทางนั้น เอาเด็กไปด้วย ท่าทางจะมีมากกว่าสิบคน เจ้าจะตามไปไหมแซม”

            “ไม่เห็นต้องถามเลย” แซมรีบโดดขึ้นม้าตัวเองแล้วตามม้าของสตีฟไปติดๆ ป่าไม้ค่อนข้างรก ไม่มีทางอะไร แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับพวกเขานัก เพราะผ่านการรบมาแล้วหลายรูปแบบในช่วงหลายปี

            สตีฟขมวกคิ้วอย่างหงุดหงิดเมื่อรู้สึกว่าพวกโจรที่หนีไปเริ่มจะรู้ตัวว่าถูกไล่ตามจึงเพิ่มความเร็วขึ้น ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อให้ม้าวิ่งได้เร็วขึ้น ม้าของเขาเริ่มทิ้งห่างม้าของแซมขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตามมาจนใกล้ทัน

            มือหนาใต้ถุงมือหนังดึงบังเหียนม้าสีนิลให้หยุดเมื่อมีโจรกลุ่มหนึ่งหยุดม้าเพื่อโจมตีสตีฟ เพื่อถ่วงเวลาให้พวกของตนนำของไป สตีฟดึงดาบออกจากฝักเตรียมต่อสู้ กลิ่นอายของอัลฟ่าแผ่ออกมาพร้อมกับดวงตาคมที่ตวัดมองศัตรูที่อยู่รอบตัว พวกโจรที่ขี่บนหลังม้ากำด้ามดาบแน่นรู้สึกถึงแรงกดดันจากแม่ทัพหนุ่ม พวกเขาพยักหน้าให้กันเพื่อให้สัญญาณโจมตี

            เคร้ง!

            เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นเมื่อโจรคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหา สตีฟใช้ปลอกแขนเหล็กกล้ากันไว้แล้วตวัดดาบตัดคอของโจรคนนั้นขาดทันที ศีรษะกระเด็นตกลงบนพื้นหิมะเลือดสีแดงหยดย้อมให้สีขาวเย็นกลายเป็นสีแดง ร่างที่อยู่บนหลังม้าเอนตกลงบนพื้นเสียงดัง พร้อมกับโจรสี่คนที่พุ่งเข้าหาสตีฟทันที

            ฉึก!

            ดาบแหลมคมปักเข้ากลางอกของโจรร่างผอม ขณะที่โจรอีกคนตวัดดาบขึ้นสูงเพื่อรอบทำร้ายสตีฟจากด้านหลัง แต่ยังไม่ทันที่ดาบนั้นจะได้ลิ้มรสเลือดของอัลฟ่าผู้แข็งแกร่ง อกของเขาก็ทะลุด้วยดาบที่อาบไปด้วยเลือด ดาบเล่มนั้นถูกดึงออกทางด้านหลัง ร่างไร้วิญญาณตกจากหลังม้าส่งพื้นหิมะสีขาว สตีฟเหลือบมองคนที่มาช่วยเขา หญิงสาวผมสีแดงเพลิงรองแม่ทัพอีกคนของสตีฟ นั่งอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลแดงด้วยรอยยิ้ม

            “ขอบใจ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยปาก แม้เขาจะแน่ใจว่าสามารถหลบการโจมตีนั้นได้

            “ไม่เป็นไร แต่ท่านควรระวังหลังให้มากกว่านี้”

            “เจ้าตามมาได้ยังไง”

            “ระดับข้า การแกะรอยไม่ใช่เรื่องยาก ท่านก็น่าจะรู้ดี” นาตาชาเชิดหน้าเล็กน้อย เสียงม้าที่ดังเข้ามาใกล้ทำให้บทสนทนาจบลง แซมนั่นเองที่ควบม้าตามมา ศพที่นอนเกลื่อนไม่ได้สร้างความตกใจให้เท่าไหร่นัก

            “เราต้องรีบไปต่อแล้ว พวกมันเหลือคนไม่มาก น่าจะสู้ได้ไม่ยาก” สตีฟสั่งแล้วตวัดบังเหียนม้ามุ่งหน้าตามรอยเท้าม้านับสิบไป โดยมีรองแม้ทัพซ้ายและขวาตามไปติดๆ

           

 

 

สวัสดีจ้า กลับมาต่อตอนที่ 3 โดยใช้เวลานานมากกกกก (เค้าขอโทษ) บัคกี้น้อยก็ยังคงเป็นบัคกี้น้อยผู้ใสซื่อ เพ็กกี้ก็เช่นกัน สตีฟเราก็ยังคงเป็นขาโหด (ฮ่า) ปมเรื่องราวของเรื่องนี้ค่อนข้างจะซับซ้อนค่ะ เคยต้องปูเรื่องราวให้แน่นไว้ก่อน แต่ตอนต่อๆ ไปความสัมพันของทั้งสองน่าจะพัฒนาขึ้นมากกว่านี้ค่ะ อย่าเพิ่งรำคาญความง้องแง้งของหนูบัคกี้เลยนะคะ >w<
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 14 May 2017 20:09:03 by BluePowder