T

[Fiction-CA] Soul mate พรหมลิขิตรัก

Title : พรหมลิขิตรัก

Author : Blue Powder

Pairing : Stucky

Rate : ใสใส ดราม่า 18+

Summary : "หัวใจของข้า ข้าขอเป็นผู้กำหนดผู้ที่จะครอบครอง" คือคำที่เคยลั่นออกจากปากของอัลฟ่าหนุ่ม ผู้ไม่ยอมรับการมีอยู่ของ 'คู่แห่งโชคชะตา'

เม้าท์มอย : นาน น๊าน นาน นาน น่าน น้าน น๊านนนน กว่าจะมาอัพ (โดนตรบ) ))>3<)

คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการ แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

------------------------------------------------------------------------

 

 

            

           

            เสียงระฆังเปลี่ยนเวนยามรอบบ่ายตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้ในทุกวันดังขึ้นรอบสารทิศ แต่ไม่อาจทำลายความกดดันในบรรยากาศภายในกระโจมผ้าหลังใหญ่ที่สุดตรงส่วนกลางของค่ายทหารได้เลย นายทหารยศระดับหัวหน้ากองขึ้นไปถูกเรียกเข้าประชุมหารือเร่งด่วน จนตอนนี้กระโจมกว้างจึงแคบลงถนัดตาเมื่อมีคนอยู่ภายในถึง 30 คน เก้าอี้รอบโต๊ะกลมทำจากไม้โอ๊คขัดเงาตัวใหญ่ที่มีแผนที่วางอยู่เต็มโต๊ะถูกจับจองโดยแม่ทัพ รองแม่ทัพซ้ายขวา หัวหน้ากองทหารฝ่ายต่างๆ เสนาธิการที่ปรึกษา ส่วนรองหัวหน้าของแต่ละกองหรือผู้ติดตามยืนเรียงกันอยู่ด้านหลังหัวหน้าตัวเอง

            “การสืบข่าวของเจ้าไปถึงไหนแล้วนาตาชา” สตีฟเอ่ยถามรองแม่ทัพสาวของเขาที่ลอบปลอมตัวเข้าไปสืบข่าวในเมืองเนเจียร์

            “ข้าแฝงตัวเข้าไปสืบภายในปราสาทของเจ้าเมืองเนเจียร์ ทำให้มั่นใจมากว่าเขาเปิดทางให้ศัตรูของเราเข้ามาตั้งกองโจรปล้นสะดมชาวบ้านจริงๆ เพื่อนำเสบียงอาหารส่งไปให้กองทัพที่กำลังต่อสู้กับแม่ทัพซิมอนส์ทางตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กันยืดเยื้อมากว่า 6 เดือน แล้วการที่มันทำแบบนี้ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจพวกเรา ให้ส่งกองทัพส่วนหนึ่งมาที่นี่ เป็นการลดจำนวนคนไม่ให้เรานำทัพไปช่วยเหลือ”

            “ถ้าท่านได้ข้อมูลมาแบบนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องปล่อยเจ้าเมืองเนเจียร์ไว้ เราควรล้มล้างตระกูลนี้แล้วให้คนของสายตระกูลโรเจอร์เข้าไปปกครองแทน” หัวหน้ากองพลธนู ควินท์ บาร์ตัน เอ่ย และหัวหน้ากองอื่นๆ ต่างหยักหน้าเห็นดีด้วย

            “ก่อนที่เราจะเข้าไปจัดการ ข้าคิดว่าเราควรหาที่ซ่องสุมของกองโจรเสียก่อน หากเราบุกเมืองเนเจียร์ตอนนี้ แล้วกองโจรมีกำลังมากกว่าที่เราคิดไว้ เราอาจจะต้องรับศึกสองด้าน” เสนาธิการที่ปรึกษาชราเอ่ยเตือนสติเหล่านักรบหนุ่มเลือดร้อนทั้งหลาย

            “ท่านคามิเอลพูดถูก ข้าเห็นด้วย” แซมเอ่ยสนับสนุนที่ปรึกษาชายชราอดีตนักรบมากประสบการณ์ ที่ผันตัวมารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้วยร่างกายที่ไม่อำนวย

            “แล้วเจ้าพอจะรู้แหล่งกบดานของพวกมันหรือไม่” สตีฟเอ่ยถามนักรบหญิงผมแดง

            “ไม่ พวกมันระวังเรื่องนี้มาก” นาตาชาสายหน้าเบาๆ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน

            “ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องหาให้เจอให้เร็วที่สุด ช่วงนี้อยู่ในช่วงหน้าหนาว พืชผลเติบโตไม่ค่อยดี ซ้ำยังมาถูกปล้นไปแบบนี้ชาวบ้านจะต้องอดตายในไม่ช้า” สตีฟเอ่ยอย่างเคร่งเครียด ซึ่งทุกคนต่างเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ภารกิจนี้ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแข่งกับเวลา “แล้วหากพวกเขาเข้าตาจนขึ้นมา อาจจะพากันผันตัวไปเป็นโจรเสียเอง แบบนั้นยิ่งจะทำให้พวกเราทำงานลำบากขึ้น”

            “จากที่สังเกตมา พวกมันมักจะออกปล้นชาวบ้านที่อยู่ไกลออกมาจากนอกเมืองมาก หมู่บ้านที่ห่างจากหมู่บ้านอื่น แต่ละที่ที่มันไปปล้นอยู่ห่างกันไกลมาก เหมือนจะคอยซ่อนที่กบดานของมัน” นาตาชาบอกข้อมูลที่รวบรวมมาตั้งแต่มาตั้งค่ายที่นี่นางก็คอยส่งคนไปสืบข่าวตลอด หญิงสาววางไม้สลักวงกลมลงบนแผนที่ผืนใหญ่บนโต๊ะตรงจุดที่หมู่บ้านถูกปล้น

            “แล้วพวกมันขนของที่ปล้นไปได้ยังไงโดยที่เราไม่ผิดสังเกต เสบียงอาหารไม่ใช่น้อย ถ้าพวกมันขนส่งไปให้กองทัพจริง เราก็ต้องเห็นบ้าง” แซมเอ่ยถาม

            “อาจจะมีเส้นทางลับที่เราไม่รู้ก็ได้ ถ้าเจ้าเมืองเนเจียร์ให้ความร่วมมือกับศัตรูจริง ย่อมจะรู้จักเส้นในอาณาจักรของตัวเองเป็นอย่างดี” สก๊อต แลง แม่ทัพทหารราบที่สองเอ่ยเสนอความคิด และทุกคนค่อนข้างจะคล้อยตามความคิดของเขา

            “ยังไงเราก็ต้องเพิ่มหน่วยลาดตระเวนมากขึ้นแล้วก็สั่งขยายขอบเขตค้นหามากขึ้นเหมือนกัน” สตีฟเอ่ยแผนการที่ต้องทำต่อไปให้แก่หัวหน้ากองพลอื่นๆ เพื่อให้ศึกนี้จบเร็วที่สุด

            “ข้าจะส่งคนของข้าปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดาแฝงไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อจับตามองเผื่อกรณีที่ถูกโจรปล้นจะได้จุดสัญญาณแจ้งพวกเราได้ในทันที” นาตาชาเสนอแผนการรับมือที่นางคิดได้

            ทุกคนต่างเสนอแผนการต่างๆ ที่จะใช้ต่อไป รวมถึงการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเพื่อให้แผนการบรรลุถึงเป้าหมายโดยไม่ต้องเสียเวลาและกำลังคนโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อได้ข้อสรุปที่น่าพึงพอใจกับทุกฝ่ายการประชุมจึงจบลง

 

 

            เสียงหัวเราะของเด็กๆ คงเป็นความสดใสหนึ่งเดียวในค่ายทหารแห่งนี้ เพ็กกี้และน้องชายกำลังวิ่งเล่นซ้อนหากันอย่างสนุกสนาน ค่ายทหารที่มีที่กำบังมากมายราวกับถูกสร้างมาให้เป็นสนามเด็กเล่นของพวกเขา เด็กชายตัวน้อยหันหลังซบลงกับต้นไม้ นับเลขออกเสียงชัดเจน เมื่อนับครบจำนวนจึงหันหลังกลับมา ขณะที่คนเป็นพี่สาวยิ้มกริ่มหลับอยู่หลังกระโจมเล็กของนายทหารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่เรียงราย

            “ท่านพี่ท่านอยู่ไหน...” บัคกี้เรียกพี่สาวแล้วเดินผ่านกระโจมของนายทหารไปอีกกระโจมหนึ่ง ผ่านกองฟืนสูงไปยังล้อไม้ที่มีหญ้าแห้งอยู่เต็มคัน แต่ก็ยังไม่เห็นแม้ชายกระโปรงของพี่สาวตน

            เพ็กกี้หัวเราะเบาๆ แล้วเดินหลบไปอีกด้านเมื่อน้องชายโผล่ออกมาจากมุมหนึ่ง เด็กหญิงกำลังพยายามหาช่องทางหลบไปด้านหลังของน้องชายตัวน้อย

            “บัคกี้ เพ็กกี้ พวกเจ้าอยู่ไหน” เสียงสาวรับใช้ร้องเรียกเด็กทั้งสองที่กำลังเล่นสนุกกัน เมื่อได้ยินเสียงเรียกพวกเขาหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่แล้ววิ่งไปหาหญิงสาวผมสีน้ำตาล เธอมีชื่อว่าลูน่า เธอเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างสวยและใจดี

            “ท่านเซเรน่าเรียกพวกเจ้าไปพบ” หญิงสาวตอบแล้วเดินนำหน้าเด็กๆ ดวงตากลมโตหันมามองกันและกันก่อนจะออกเดินตามสาวรับใช้ไปเงียบๆ โดยไม่มีท่าทีอิดออดใดๆ

            ทั้งสามเดินไปจนถึงกระโจมหลังหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ แต่ใช้ผ้าที่บางกว่ากระโจมทั่วไปและผ้าเป็นสีขาวสะส่วนใหญ่ ภายในแสงไฟรอดออกมาสลัวๆ แต่เห็นเงาคนที่อยู่ข้างในเลือนรางมาก แทบดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร มีไอน้ำสีขาวลอยขึ้นฟ้าบางเบาสร้างความตื่นเต้นให้พวกเด็กๆ ไม่น้อย เพ็กกี้ได้ยินเสียงน้ำจากภายในกระโจมนั้น

            “ดิฉันพาเด็กๆ มาแล้วค่ะ” สาวใช้ก้มหน้าเล็กน้อยหน้ากระโจมระหว่างพูดกับคนที่อยู่ข้างใน โดยข้างหน้ามีทหารยามยืนเฝ้าอยู่สองคน

            “มาแล้วรึ ให้พวกเขาเข้ามาสิ” เสียงของเซเรน่าดังมาจากด้านใน สาวใช้แหวกผ้าสีขาวตรงประตูออก จะเจอม่านสีขาวตั้งอยู่ตรงหน้าอีกชั้น แล้วนางจึงพาบัคกี้และเพ็กกี้เข้าไปในกระโจม กลิ่นหอมดอกไม้ลอยเข้าจมูกทำให้รู้สึกดีไม่น้อย เมื่อเข้ามาถึงข้างในจึงเห็นอ่างไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เข้าไปนั่งเหยียดขาสองคนได้สบาย เซเรน่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งไม่ไกลจากอ่างอาบน้ำมากนัก

            “พวกเจ้าควรรีบอาบน้ำก่อนตะวันจะลับฟ้า ไม่อย่างนั้นจะหนาวเกินไปแล้วจะทำให้ไม่สบายได้” หญิงเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างเดินเข้ามาใกล้เด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันจนมอมแมม “ข้าให้คนเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้แล้ว”

            สาวใช้ผมสีน้ำตาลพาบัคกี้ไปที่อ่างหนึ่งที่ถูกกั้นไว้ด้วยผ้าสีขาวเป็นห้องแยกออกไป เซเรน่าเดินเข้ามาช่วยเพ็กกี้ ถอดเสื้อผ้าออก เสื้อขนสัตว์ตัวหนาถูกถอดออกจากไหล่เล็กช้าๆ ตามด้วยชุดกระโปรงและเสื้อด้านในจนเห็นไหล่เนียนขาวของผิวเด็ก

            “นี่มัน...” ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างขึ้นเมื่อสิ่งที่สลักอยู่บนของเด็กหญิงตัวน้อย ปานสีดำตัดกับผิวสีซีด สัญลักษณ์ที่ไม่คิดฝันว่าตนจะได้มาเห็นกับตาของตัวเอง สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่น้อยคนนักที่จะได้เห็นจากผิวกายของผู้เป็นเจ้าของ

            เหมือนเพ็กกี้จะรู้ตัว มือเล็กรีบจับสาบเสื้อสีขาวบางขึ้นปิดเอาไว้เหมือนเดิน ใบหน้าเล็กน่ารักดูตื่นตกใจ คำสัญญาที่เคยให้ไว้กับมารดาว่าจะไม่ให้ใครเห็นปานบนไหลดังวนเวียนเข้ามาในหัว แม้ไม่รู้ถึงความสำคัญของมันเลยก็ตาม เซเรน่ารีบตั้งสติของตัวเองแล้วเอ่ยปลอบโยนเด็กน้อยช้าๆ

            “...เจ้าไม่ต้องกลัวไปเพ็กกี้ ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก และจะไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้ตราบใดที่ข้ายังอยู่กับเจ้า” หญิงสูงศักดิ์เอ่ย มือเรียวสวยลูบแก้วเด็กหญิงเบาๆ ปลอบโยน แล้วหันไปมองสาวรับใช้ข้างกาย เธอรีบพยักหน้ารับเมื่อสบตาสีฟ้าคมจริงจังที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก

            “ท่านสัญญาแล้วนะ...”

            “ข้าสัญญา รีบอาบน้ำเถอะ ข้าจะไปรอด้านนอก” เซเรน่ารุกขึ้นแล้วหันไปสั่งงานกับสาวรับใช้ “เจ้าอาบน้ำให้เพ็กกี้แล้วพาเธอกับน้องชายไปรอที่กระโจมของข้า หาอาหารเย็นมาให้เด็กๆ ด้วย”

            หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างเดินด้วยความเร็วเกินปรกติตามความต้องการที่จะไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วแต่ยังคงไว้ด้วยท่วงท่าสง่า เธอหยุดตรงหน้ากระโจมหลังใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มผู้มีอำนาจสูงที่สุดในที่แห่งนี้ นายทหารสองนายยืนประจำอยู่ที่หน้ากระโจม เมื่อชายทั้งสองเห็นนางจึงก้มหัวทำความเคารพ

            “ข้าต้องการพบท่านแม่ทัพสตีฟเดี๋ยวนี้”

            “ท่านแม่ทัพสั่งไม่ให้ใครรบกวนตอนนี้ขอรับ” นายทหารตอบด้วยสีหน้าหนักใจ

            “แต่เรื่องนี้สำคัญมาก สตีฟหากเจ้าได้ยินเสียงข้า จงให้ข้าเข้าไปเดี๋ยวนี้” เสียงด้านนอกทำให้แม่ทัพหนุ่มหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ ปากหยักละจากซอกคอขาวของสตรีนางหนึ่ง ดวงตาคมสีฟ้าเข้มขึ้นเล็กน้อยตวัดไปมองทางประตูกระโจมด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อถูกขัดอารมณ์ความสุข

            “ให้ท่านเซเรน่าเข้ามาได้” สตีฟตะโกนอ