T

[Fiction-CA] Mafia Heart อุบัติรักอันตรายหัวใจมาเฟีย

Title : อุบัติรักอันตรายหัวใจมาเฟีย

Author : Blue Powder

Pairing : Stucky

Rate : ดราม่า ดาร์ค 18+

Summary : บัคกี้นักข่าวสายอาชญากรรมถูกจับตัวได้ระหว่างแอบไปทำงาน แม้จะรู้ว่างานของเขานั้นเสี่ยงแค่ไหน และพร้อมที่จะตายได้ทุกเมื่อ แต่สิ่งที่เขาต้องเผชิญกลับไม่ใกล้เคียงกับความตายเลยแม้แต่น้อย

เม้าท์มอย : ฟิคที่ไม่เคยคิดจะเขียนมาก่อน ส่วนใหญ่จะออกแนวมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้งสะมากกว่า แต่ยังไงๆ ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ ^^

คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการ แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

------------------------------------------------------------------------

 

 

            

           

            ท้องฟ้าสดใส ตัดกับเมฆสีขาวก้อนใหญ่ นกสีขาวนวลส่งเสียงร้องและโบยบินอย่างอิสระ ก่อนจะลับหายไปจากกรอบหน้าต่างภายในห้องสำหรับคุมขังสัตว์เลี้ยงของหัวหน้ามาเฟีย สตีฟ โรเจอร์ ดวงตาสีเทาละจากกรอบหน้าต่างที่นกตัวนั้นบินหายไป แล้วหันมาสนใจเมฆที่ลอยไปช้าๆ แทน

            แกร๊ก

            เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นพรมใกล้หน้าต่างสะดุ้งเบาๆ เขาค่อยๆ หันกลับไปมองอย่างหวาดกลัว แต่คนที่เดินเข้ามาในห้องคือเมดสาวที่เอาอาหารมาวางไว้แทนที่อาหารชุดเดิมที่ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในห้องไม่ได้แตะต้องเลยนอกจากน้ำเพียงนิดหน่อย

            “ทำไม...”

            “...หืม...” บัคกี้ขานรับเสียงแผว เมื่อหญิงสาวเอ่ยขึ้นโดยที่ไม่หันมามอง ถ้าเป็นปกติพวกเธอจะรีบเดินเข้ามาจัดการทุกอย่างโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรแล้วรีบออกไป แต่ครั้งนี้เธอกลับพูดคุยกับเขา และเมื่อชายหนุ่มมองหน้าเธอชัดๆ เขาจึงจำได้ว่าหญิงสาวคนนี้คือคนที่ชายหนุ่มเคยใช้เป็นตัวประกันและปล่อยไป

            “...ทำไมไม่รับประทานอาหารละคะ” หญิงสาวชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะถามออกไป ทุกครั้งที่เธอนำอาหารมาเปลี่ยนสภาพทั้งหมดก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยน ยกเว้นบางครั้งที่น้ำในแก้วจะลดลงนิดประมานครึ่งแก้ว

            “...”

            “ฉันตั้งใจทำอาหารพวกนี้มาก...กรุณา...ทานสักหน่อยเถอะนะคะ” เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากชายหนุ่มเธอจึงเอ่ยออกไปเสียงแผ่วขณะเดินออกจากห้องไปด้วย บัคกี้มองตามหญิงสาวที่กำลังเดินออกไปจากห้อง แล้วประตูห้องก็ปิดลง

            ดวงตาสีเทาละจากประตูไม้สีน้ำตาลมามองโซ่ที่พันธนาการขาของเขาให้ไร้อิสรภาพแล้วกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้งอย่างเหม่อลอยอีกครั้ง

 

 

            มือหนาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเมื่อเซ็นรับทราบเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังหลังใหญ่เพื่อคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ดวงตาสีฟ้าคมเหลือบมองนาฬิกาที่ติดอยู่ข้างผนังห้องทำงาน จึงทำให้รู้ว่าเขาทำงานติดต่อกันมาห้าชั่วโมงเต็มๆ แล้ว

            ชายหนุ่มหันไปมองนอกหน้าต่างทิวทัศน์ของเมือง ในตอนบ่ายที่ดูวุ่นวายของผู้คนบนถนนทำให้เขาต้องถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย งานธุรกิจโรงแรมและบ่อนคาสิโนเป็นไปด้วยดีเพราะได้อิทธิพลจากธุรกิจมืดที่เขาทำอยู่ จากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการมืดมาหลายที ทำให้เขารู้ว่าการมีหน้าฉากที่และหลังฉากจะทำให้อะไรหลายๆ อย่างง่ายขึ้น ถึงแม้จะต้องทำงานหนักขึ้นก็ตาม ซึ่งส่งผลกับความเหนื่อยล้าจะความเครียดโดยตรง

            “ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะบัคกี้ ฉันอยากจะเล่นกับนายตอนนี้เลย...” ปากหยักรำพึงออกมาเบาๆ คนเดียวก่อนจะยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสนุก

            สองอาทิตย์แล้วที่สตีฟจับบัคกี้มา เขาเข้าไปเล่นด้วยแปดครั้งแล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองยังเหมือนวันแรกๆ ที่เขาเข้าไปเล่นด้วย จากที่ดูจากกล้องวงจรปิดบันทึกไว้ บัคกี้จะนั่งเหม่อมองนอกหน้าต่างแต่พอใกล้ค่ำสีหน้าจะดูกังวลขึ้นมาทันที นั่นเป็นเพราะลัตว์เลี้ยงของเขารู้ว่ามันจะเป็นเวลาที่เขาจะเข้าไปหาเพื่อจะไปเล่นด้วย แต่พอคืนไหนไม่เข้าไปหาบัคกี้จะยิ่งกอดตัวเองอยู่นิ่งๆ จนเลยเที่ยงคืนไปแล้วท่าทางหวาดกลัวนั้นถึงจะคลายลง ซึ่งเป็นเพราะสัตว์เลี้ยงของเขาเรียนรู้ว่าคืนนั้นสตีฟจะไม่เข้าไปเล่นด้วย

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “คุณสตีฟคะ ดิฉันเอาชากับของว่างมาเสริ์ฟค่ะ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลเดินเข้ามาในห้องทำงานของชายหนุ่มเจ้าของโรงแรมชื่อดังตามหน้าที่เลขาที่ดี

            “ขอบคุณนะเจน วางไว้ที่โต๊ะรับแขกเลย” สตีฟหันกลับมายิ้มให้ตามมารยาท แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้เลขาสาวใจเต้นแล้ว

            “ค่ะ ถ้ามีอะไรให้เรียกฉันเลยนะคะ” หญิงสาวเอ่ยแล้วค่อยเดินออกไปจากห้องอย่างช้าๆ สตีฟยืนมองตามเธอจนประตูปิดลง

            ขายาวก้าวไปนั่งบนโซฟาหนังสีดำหรูแล้วยกชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมของชาทำให้ผ่อนคลายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ชายหนุ่มจิบชาอุ่นๆ ได้แค่ครึ่งถ้วยโทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น

            สตีฟวางถ้วยชาลงแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อคนโทรเข้า

            “ว่าไง...นาตาชา”

            “คุณซารอนมาที่คฤหาสน์ค่ะ”

            “เธอบอกหรือเปล่าว่ามาทำไม” สตีฟเอ่ยถามน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย

            “คุณซารอนบอกว่ามาเพื่อจะพบคุณค่ะ” เมื่อได้รับคำตอบจากลูกน้องสาวชายหนุ่มจึงเกลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง อีกไม่กี่นาทีการประชุมจะเริ่มขึ้น เขาคงกลับไปตอนนี้ไม่ได้

            “บอกเธอว่าฉันกำลังเข้าประชุม ช่วยดูแลให้ก่อนได้ไหม”

            “ทราบแล้วค่ะ”

            “ขอบใจนะ” สตีฟพูดแค่นั้นแล้ววางสายไป ขายาวก้าวไปนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง แล้วยกชาถ้วยเดิมขึ้นดื่มครั้งเดียวหมดก่อนจะถอนหายใจยาว “ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องน่าปวดหัวนักนะ”

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “เข้ามา” สตีฟเอ่ยอนุญาตประตูห้องทำงานของเขาจึวเปิดออก

            “คุณสตีฟคะ อีก 10 นาทีจะได้เวลาประชุมแล้วค่ะ” เจนเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือสองอัน

            “ครับ” สตีฟตอบรับแล้วคว้าเสื้อสูทมาสวมก่อนจะเดินออกจากห้องนำหน้าเลขาของตัวเองไป ประตูห้องทำงานขนาดใหญ่ค่อยๆ ปิดลงช้าๆ โดยฝีมือเลขาสาว

 

 

            “บอสสั่งให้ดิฉันอยู่เป็นเพื่อนคุณจนกว่าบอสจะกลับค่ะ วันนี้บอสมีประชุมด่วนฝากบอกมาว่าอาจจะทำให้รอนาน” นาตาชาเดินเข้ามาหาหญิงสาวบลอนด์ทองที่นั่งอยู่บนศาลาในสวนหลังบ้าน เมื่อหญิงสาวผมแดงเดินเข้าไปนั่งในศาลาสาวใช่ก็นำชาและขนมมาเสิร์ฟพอดี

            “งั้นหรือคะ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอได้” เธอตอบกลับนาตาชาด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ และรู้ด้วยว่าที่หญิงสาวผมแดงมานั่งเป็นเพื่อนเพราะต้องจับตาดูเธอด้วย

            “ถ้าขาดเหลืออะไรบอกฉันได้เลยนะคะ”

            “ไม่หรอกค่ะ ว่าแต่คุณนาตาชาสบายดีนะคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเพื่อตีสนิทลูกน้องของคนที่เธอหลงรัก

            “สบายดีค่ะ ช่วงนี้งานไม่ยุ่งเท่าไหร่” หญิงสาวผมสีแดงตอบหลังจากวางถ้วยชาลงบนที่ลองแก้วกระเบื้องราคาแพง “แล้วคุณซารอนละคะ ได้ข่าวว่าเพิ่งกลับจากอิตาลี่สนุกไหมคะ”

            “ก็ไม่สนุกอะไรหรอกค่ะ แค่ไปทำงานช่วยคุณพ่อแค่นั้น ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวไหนเลย”

            “น่าเสียดายจริงนะคะอุตส่าห์ได้ไปต่างประเทศทั้งที”

            “นั่นสิคะ แต่ที่นั่นบรรยากาศดี ที่เที่ยวสวยๆ เยอะมาก ถ้าคุณสตีฟได้ไปเห็นก็คงจะดี” หญิงสาวพูดแล้วยกชาขึ้นจิบ ดวงตามองไปรอบๆ อย่างชื่นชมสวนกว้างที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ก่อนจะดวงตาสวยคมจะเหลือบไปทางหน้าต่างชั้นสามของคฤหาสน์ เงาของคนบางคนบนห้องริมสุดต้องชั้นสามสะดุดตาของหญิงสาว

            “ถ้าคุณสตีฟได้ยินคงดีใจนะคะ” นาตาชายิ้มมุมปากเมื่อหญิงสาวแขกคนสำคัญมองนิ่งไปยังห้องของสัตว์เลี้ยงของบอสของเธอ

            “ของเล่นใหม่อีกแล้วเหรอคะ” ซารอนถามหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

            “ค่ะได้มาประมานสองอาทิตย์เห็นจะได้” นาตาชาตอบตามตรงไม่มีปิดบัง เพราะซารอนรู้เรื่องนี้ของสตีฟอยู่แล้ว และเธอก็ไม่ได้รังเกลียดอะไรเพราะพ่อของเธอที่เป็นมาเฟียใหญ่ก็พาสาวเข้าบ้านแทบไม่ซ้ำหน้าในแต่ละวัน

            ซารอนเป็นลูกสาวมาเฟียเก่าแก่ในอเมริกาที่มีอิทธิพลมานาน เธอได้พบกับสตีฟที่งานเลี้ยงงานประมูลภาพศิลปะ ชายหนุ่มเผลอทำไวท์หกใส่ชายกระโปรงชุดราตรีของเธอ เขาจึงประมูลภาพราคาแพงภาพหนึ่งให้เป็นของแทนคำขอโทษ นั่นเป็นความประทับใจที่เธอมีต่อบอสแห่งโรเจอร์ หลังจากนั้นซารอนก็ติดต่อไปมาหาสู่กับสตีฟหลายครั้ง และดูเหมือนชายหนุ่มจะสนใจในตัวเธอบ้างเหมือนกัน เมื่อพ่อของซารอนรู้เรื่องนี้ก็ออกอาการสนับสนุนไม่น้อย เพราะถ้าทั้งสองแต่งงานกันย่อมจะเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่แก๊งค์คาเตอร์มากยิ่งขึ้น

            “คุณสตีฟมีท่าทีสนใจเป็นพิเศษไหมคะ”

            “ไม่ทราบสิคะ ก็คงเหมือนๆ กับทุกทีนั้นแหละค่ะ” นาตาชาตอบตามที่เธอคิด แม้จะขัดกับความรู้สึกของเธอก็ตาม

            “ได้ยินแบบนั้นฉันค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย”

            ซารอนยิ้มบางและพูดคุยเล่นกับนาตาชากันสองคนตามประสาคนที่ค่อนข้างสนิทกันเพราะหญิงสาวผมแดงมักจะได้รับมอบหมายให้ดูแลซารอนบ่อยๆ ยามที่เธอมารอสตีฟ ตอนที่ชายหนุ่มไม่อยู่หรือติดธุระที่ไหน จนนาตาชาคือหัวหน้ากลุ่มที่ซารอนสนิทที่สุด

 

 

            “ท่าอย่างนั้นผมขอปิดประชุมเพียงแค่นี้ก่อน แล้วผมจะนัดประชุมอีกครั้งภายในวันศุกร์ที่จะถึงนี้” สตีฟเอ่ยออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก เมื่อการประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปตามที่เขาพอใจ ชายหนุ่มเดินออกจากห้องประชุมทิ้งหัวหน้าแผนกต่างๆ ให้นั่งหน้าเครียดกันไป เจนรีบรวบเอกสารใส่ในอ้อมแขนแล้วเดินตามเจ้านายของตัวเองไป

            ดวงตาสีฟ้าคมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ เขาใช้เวลาประชุมไปถึงสามชั่วโมง เลยเวลาที่ตั้งใจไว้ไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเลย ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดใจแต่เพราะมีเลขาอยู่ด้วยจึงไม่แสดงออกเท่าไหร่นัก

            “หลังจากนี้มีตารางนัดหมายอะไรอีกไหมคุณเจน”

            “เอ่อ ไม่มีค่ะ”

            “งั้นผมกลับก่อนนะครับ ถ้ามีเอกสารส่งเข้ามาให้เอาไปวางบนโต๊ะให้ผมเลย” สตีฟเอ่ยแค่นั้นแล้วเดินไปหยุดหน้าลิฟท์กดปุ่มลงเพื่อลงชั้นล่างไปยังหน้าโรงแรมเพื่อขึ้นรถที่โทรสั่งให้ลูกน้องขับรถมาจอดรอไว้แล้ว

            ทันทีที่เดินมาถึงด้านหน้าทางเข้าโรงแรมลูกน้องของเขาก็รีบเดินมาเปิดประตูรถรออยู่แล้ว ขายาวก้าวเข้าไปนั่งในรถ เมื่อคนขับรถปิดประตูเรียบร้อยเขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาราตาชาทันที

            “สวัสดีค่ะ โรมารอสค่ะ”

            “นาตาชา ตอนนี้คุณซารอนกลับไปหรือยัง”

            “ยังค่ะ เธอรอกินข้าวเย็นพร้อมคุณ”

            “งั้นเหรอบอกเธอด้วยว่าฉันกำลังกลับ” สตีฟพูดแค่นั้นแล้วกดตัดสาย ก่อนจะหันไปสั่งคนขับรถเสียงเรียบ "แวะร้านดอกไม้ให้ด้วยนะ”

            “ครับบอส”

 

 

            รถสีดำคนหรูแล่นผ่านประตูรั้วสูงที่มีลูกน้องเฝ้ายามอยู่โดยมีลูกน้องอีกคนมาเปิดประตู คนขับรถแล่นผ่านเข้าไปภายในเขตรั้วบ้านเพื่อเข้าไปจอดรถหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ เมื่อรถจอดสนิทลูกน้องคนหนึ่งรีบวิ่งมาเปิดประตูให้อย่างรู้งานทันที

            “คุณสตีฟ” เสียงหวานของหญิงสาวดังขึ้นอย่างดีใจเมื่อชายหนุ่มลงจากรถายืนบนพื้นเต็มความสูง เธอเดินเข้ามากอดทักทายอย่างมีความสุข สตีฟยื่นช่อดอกไม้สวยงามมาให้เธอเพื่อแสดงการขอโทษ

            “ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณรอเสียนาน นี่ดอกไม้แทนคำขอโทษครับ”

            “สวยจังเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ความจริงไม่จำเป็นต้องขอโทษอะไรเลย ฉันเข้าใจค่ะว่าคุณงานยุ่ง ฉันต่างหากที่มารบกวนเวลาของคุณ” หญิงสาวทำหน้าเศร้าก้มมองดอกไม้ในอ้อมแขน

            “ไม่รบกวนหรอกครับ มีสาวสวยอย่างคุณที่นี่ก็มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลย” สตีฟยิ้มพลางถอดเสื้อสูทส่งให้กับแม่บ้าน

            “ท่านสตีฟคะ อาหารเย็นเตรียมเรียบร้อยแล้วค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านเอ่ยบอกแก่เจ้านายของตนเอง ชายหนุ่มพยักหน้ารับแล้วโอบเอวหลังสาวเดินเข้าไปในห้องครัวขนาดใหญ่

            “เอ่ยคุณสตีฟ ฉันสั่งให้คนจัดดินเนอร์ที่สอนหลังบ้านน่ะค่ะ คุณไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ” ขายาวใต้กางเกงสีดำหยุดเดินแล้วหันไปมองหญิงสาวผมแดงที่ยืนอยู่ไม่ไกล คิ้วหนาเลิกขึ้นสูงเป็นเชิงถาม เธอพยักหน้าเบาๆ ปากหยักยกยิ้มให้กับซารอนเมื่อมันประดับบนใบหน้าที่หล่อเหลาจึงแทบจะทำให้หญิงสาวใจละลาย

            “ก็ดีนะครับ จะได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง” ทั้งสองเปลี่ยนเป้าหมายจากห้องทานอาหารในคฤหาสน์หลังใหญ่มาที่สวนด้านหลัง ดวงไฟประดับเล็กๆ ห้อยตามต้นไม้โยงไปเรื่อยๆ จนถึงโต๊ะตัวเล็กสำหรับนั่งสองคน มีดนตรีคลาสสิคเปิดคลอเบาๆ รอบๆ ประดับดวงแสงไฟหลากสีสันบรรยากาศสุดโรแมนติกที่สาวทุกคนใฝ่ฝัน

            “เป็นยังไงบ้างคะ” ซารอนเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น

            “สวยมากครับ ขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์ทำให้ผมขนาดนี้” สตีฟยิ้มให้ตามมารยาท แล้วโอบเอวเธอพาไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งในสอง เมื่อสตีฟเดินมานั่งที่ตัวเองบ้าง เมดสาวจึงนำอาหารมาเสิร์ฟให้กับเจ้านายของตนและหญิงสาวผู้เป็นแขกคนสำคัญในวันนี้

            ทั้งสองพูดคุยไปพลางทานดินเนอร์กันไปด้วยเสียงหัวเราะมีความสุขของหญิงสาว สตีฟยิ้มบางตอบคำถามและพูดคุยกับเธออย่างลื่นไหล และมีบางครั้งที่เขาเอ่ยถามถึงพ่อของเธอด้วย ยิ่งสร้างความสนิทสนมให้กับทั้งสองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะซารอนที่หลงรักสตีฟมากขึ้นทุกครั้งที่มองสบตาคมสีฟ้านั่น

            “คุณสตีฟคะ ฉันอยากจะเต้นรำกับคุณสักเพลงจะได้ไหมคะ” ซารอนเอ่ยขออย่างเขินอาย

            “ผมเต้นรำไม่ค่อยเก่งสะด้วยสิครับ” ชายหนุ่มยิ้มให้กับท่าทางออดอ้อนที่หน้าเอ็นดูนั้น มือหนาวางแก้วไวท์ที่กำลังจะยกขึ้นดื่มลงบนโต๊ะ

            “แหม ไม่ได้เหรอครับ สักนิดก็ยังดี”

            “ถ้าคุณไม่รังเกียจมือใหม่อย่างผมละก็ได้ครับ” สตีฟบืยขึ้นแล้วเดินไปหยุดข้างหญิงสาว มือหนาเผยไปเพื่อให้หญิงสาววางมือลงบนมือของชายหนุ่ม เมื่อหญิงสาวจับมือและยืนขึ้น ทั้งสองยืนเข้าประชิดกันมือหนาโอบเอวขอดไว้หลวมๆ พร้อมๆ กับมือบางที่วางลงบนไหล่กว้างกำยำ

            ทั้งสองเริ่มโยกตัวไปตามจังหวะเสียงเพลงแผ่วหวาน บรรยากาศราวกับโลกทั้งใบมีเพียงแค่เขาทั้งสองคนโดยที่มีสายตาสีเทามองอยู่จากหน้าต่างบนชั้นสามของห้องริมสุด ห้องของสัตว์เลี้ยงของชายที่มีอำนาจมากที่สุดในบ้านหลังนี้

            บัคกี้มองสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสวนตั้งแต่ตอนหัวค่ำที่เกิดความวุ่นวายขนาดย่อมภายในสวนหลังคฤหาสน์ในมุมที่เขาสามารถมองเห็นได้ชัดราวกับจงใจ หญิงสาวที่มองจากบนนี้ที่ค่อนข้างไกลจนเห็นหน้าไม่ชัด แต่ดูจากรูปร่างที่สมส่วนราวกับนางแบบทำให้ชายหนุ่มอดมองไม่ได้ และการที่เธอสามารถชี้นิ้วสั่งคนรับใช้ในบ้านได้ก็บอกถึงฐานะของเธอได้เป็นอย่างดีว่าค่อนข้างสำคัญ และยิ่งภาพที่ชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเธอกำลังยืนเต้นรำกันอย่างไม่อายชาวบ้านในสวนแห่งนี้ทำให้รู้ว่าชายคนนี้คืนคนที่น่าจะเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ อาจจะเป็นคนที่เข้ามาในห้องนี้เพื่อทารุณกรรมชายหนุ่มแทบทุกคืน

            บัคกี้ไม่รู้ว่าชายที่เข้ามาทำร้ายเขาทุกครั้งนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าจะแน่ใจว่าเป็นใครสักคนที่มีตำแหน่งสูงของแก๊งค์โรเจอร์ เพราะชายคนนั้นจะมาแค่ตอนดึกยามที่ห้องมืดสลัวเพราะห้องนี้ไม่ได้ติดไฟฟ้าให้แสงสว่าง แต่ที่รู้ว่าเป็นคนเดียวกันทุกครั้งเพราะบัคกี้จำน้ำเสียงได้ เสียงทุ้มมีเสน่ห์ มือหนาที่หยาบและแข็งแรงจนต้านทานขัดขืนไม่ไหวจนสุดท้ายต้องยอมสยบ แผ่นอกหนาแน่นตึงและกล้ามท้องที่แข็งเป็นลอนบ่งบอกถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอยามเมื่อถูกทาบทับเสียดสีก็จะทำให้เกิดความร้อนบนเนื้อกายที่ได้สัมผัส

            เมื่อคิดได้แบบนั้นดวงตาสีเทาหม่นแสงจึงลองก้มลงมองมือและแขนของตัวเองบ้าง ตอนนี้ชายหนุ่มเพิ่งมาสังเกตว่าแขนขาของตัวเองเล็กลงไปถนัดตา อาจเป็นเพราะเขาไม่ยอมแตะต้องอาหารเลยมาตลอดหลายวัน ช่วงหลังๆ เขาแทบไม่มีแรงจะต่อต้าน หรือทำอะไรตอบโต้ชายคนนั้นได้เลย แค่เพียงเวลาไม่นานเขาก็ต้องอ่อนแรงขัดขืนไม่ได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องใช้กำลังมากมายอะไรเลย

            เขาเคยถูกช็อตไฟฟ้าด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้าเพราะขัดขืนดิ้นรนต่อสู้และด่าทอจนเล็บที่ยาวไปข่วนหน้าของอีกฝ่าย เพียงเท่านั้นเขาก็ถูกตบอย่างแรงจนล้มลงกระแทกพื้นพรม ในวันนั้นบัคกี้ถูกทรมานอย่างหนักจนร่างกายยับเยินเจ็บปวดไปทั้งตัวจนลุกจากเตียงไม่ได้ และคืนต่อมาชายคนนั้นก็ไม่เข้ามาหา แต่เข้ามาในวันถัดไปแทน นั้นทำให้บัคกี้เลิกคิดจะต่อสู้ด้วยกำลังอีก แต่ยังคงขัดขืนไม่ให้ความร่วมมือเหมือนเดิม

            ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังยังแผ่ซ่าน ตอนนี้แผ่นหลังของเขาเต็มไปด้วยรอยแซ่เต็มไปหมด แผลเก่าไม่ทันหายดีแผลใหม่ก็ถูกเติมเต็มเข้ามา เจ็บปวดทุกครั้งที่แผ่นหลังกระทบกับสายหนังเส้นยาวนั้น ของเล่นที่ถูกนำมาใช้กับร่างกายนี้เพื่อเพิ่มความสนุกสนานของชายคนนั้นซึ่งมันถูกเรียกว่าของเล่นสัตว์เลี้ยงหรือเซ็กส์ทอยดีๆ นี่เอง มีหลายอย่างที่สร้างความเจ็บปวดทรมาน และมีอีกหลายอย่างที่ทำให้มีความสุข

            เมือเรียวกำแน่นลงบนชายเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงต้นขา แววตาไหวระริกยามเมื่อคิดว่าร่างกายของเขารู้สึกดีกับของพันธ์นั้น ทำให้บัคกี้เกลียดร่างกายของตัวเอง ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ร่างกายที่ถูกใช้สนองความใคร่ ร่างกายที่ไม่รู้ว่าจะพังลงเมื่อไหร่ พอๆ กับจิตใจของเขาเอง

            “ต้องหนี... ต้องหนีไปจากที่นี่...” เสียงแผ่วเบาพึมพำในลำคอ คำที่เขาของกับตัวเองทุกวัน บอกกับตัวเองเพื่อจะทำให้ความหวังที่จะหลุดพ้นจากนรกนี้เป็นจริง

            “ต้องออกไป หนีไปจากที่นี่...”

            ดวงตาเหม่อลอยเริ่มกลับมามีประกายมุ่งมั่น เขาจะหนีออกไปและเปิดโปงเรื่องชั่วช้าของคนพวกนี้ พวกมันต้องได้รับผลกรรมที่ก่อเอาไว้ ในเมื่อเขาต้องตกนรกทั้งเป็น เขาก็จะลากพวกมันลงไปด้วยกันให้ได้

 

 

 

 

ดีจ้าหายไปหลายวันมาก ช่วงนี้งานเยอะเลยไม่ค่อยมีเวลามานั่งเขียนฟิคเลย คิดถึงทุกคนจัง >_< ตอนนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากนำเสนอตัวละครสำคัญตัวใหม่ค่ะ ซารอน นั้นเอง ใจจริงก็อยากให้มีฉากรุนแรงของสตีฟกับบัคกี้ทุกตอน แต่ทำแบบนั้นเนื้อเรื่องคงไม่เดินไปไหน วนๆ เวียนๆ อยู่แบบนี้ก็น่าเบื่อ เอาเป็นว่าสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปนะคะ คนเขียนเองก็ไม่ค่อยอยากให้บัคกี้เปลืองตัวสักเท่าไหร่ด้วย 555+

ปล. อ่านแล้วคิดเห็นอย่างไร ถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างไรแนะนำเข้ามาได้ที่คอมเม้นเลยนะคะ ขอบคุณค่า